“นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ” ชี้ กฎหมายให้ “สนุกเกอร์”  เป็นการพนัน ไม่สอดคล้องข้อเท็จจริงทางสังคม ยกไทยมีนักกีฬาระดับโลก ทั้ง “เอฟวัน-มิ้งค์ สระบุรี-ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ชี้ชัดแล้วเป็นกีฬาอาชีพที่ใช้ทักษะขั้นสูง ในการวางแผน คำนวณ ไม่ใช่โชคหรือดวง


วันที่ 23 มีนาคม 2569 นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี เขต 8 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ไทยมีแชมป์โลก “สนุกเกอร์” แต่ยังเป็นการพนัน ถึงเวลาทบทวนสถานะกีฬาชนิดนี้ ในกฎหมายไทย ย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ขณะที่ผมปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคก้าวไกล ผมได้หยิบยกประเด็นเรื่อง “สนุกเกอร์” ขึ้นหารือในสภาผู้แทนราษฎร และทำหนังสือสอบถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนสถานะของกีฬาชนิดนี้ในทางกฎหมาย


คำตอบที่ได้รับกลับมาเป็นไปตามตัวบทกฎหมายปัจจุบัน กล่าวคือ สนุกเกอร์ยังถูกจัดให้เป็น “การพนัน” ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย และหากจะเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าว จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขในระดับพระราชบัญญัติ แม้คำตอบนี้จะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในเชิงนโยบายสาธารณะ กลับสะท้อนปัญหาสำคัญว่า กฎหมายของเรายังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสังคมในปัจจุบัน


ประเทศไทยเพิ่งมีนักกีฬาสนุกเกอร์ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น “เอฟวัน เทพไชยา อุ่นหนู” ที่คว้าแชมป์รายการระดับเวิลด์แรงกิง หรือ “มิ้งค์ สระบุรี” ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย ที่เคยคว้าแชมป์โลกและก้าวขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกในประเภทหญิง รวมถึงนักกีฬารุ่นบุกเบิกอย่าง “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทั้งประเทศ


...

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สนุกเกอร์เป็น “กีฬาอาชีพ” ที่ใช้ทักษะขั้นสูง ไม่ใช่กิจกรรมที่พึ่งพาโชคหรือการเสี่ยงดวง สนุกเกอร์ต้องอาศัยสมาธิ การวางแผน การคำนวณ และความแม่นยำ นักกีฬาต้องผ่านการฝึกฝนอย่างยาวนานกว่าจะพัฒนาไปสู่ระดับอาชีพได้ การจัดให้กีฬาลักษณะนี้อยู่ในหมวดเดียวกับการพนัน จึงเป็นการจัดประเภทที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของกิจกรรม และไม่ทันต่อบริบทของโลกปัจจุบัน


ผลกระทบของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์ แต่ส่งผลเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรก การที่สนุกเกอร์ยังถูกจัดเป็นการพนัน ทำให้การเข้าถึงของเยาวชนถูกจำกัด การพัฒนานักกีฬาจึงไม่ต่อเนื่องและไม่สามารถสร้างระบบรองรับได้อย่างเต็มที่


ประการที่สอง เมื่อกฎหมายไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ย่อมเปิดช่องให้เกิด “พื้นที่สีเทา” ผู้ประกอบการต้องดำเนินกิจการภายใต้ความไม่แน่นอนของการบังคับใช้กฎหมาย และในบางกรณี นำไปสู่ต้นทุนที่ไม่ควรมี รวมถึงการจ่ายเงินนอกระบบ เงินที่ควรถูกนำไปพัฒนากีฬา พัฒนาสถานที่ และสนับสนุนนักกีฬา กลับไหลออกไปในระบบที่ตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่บั่นทอนศักยภาพของวงการกีฬา แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย


 นอกจากนี้ แม้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีบทบาทในการส่งเสริมกีฬา และมีความพยายามออกมาตรการสนับสนุน เช่น การรับรองสถานที่เป็นศูนย์ฝึก แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่กฎหมายซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้แทนราษฎร ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐควรเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันอย่างจริงจัง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสนุกเกอร์ เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความเป็นจริง และส่งเสริมการพัฒนากีฬาในระยะยาว 


การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อเปิดช่องให้เกิดปัญหาใหม่ แต่เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเดิม และยกระดับศักยภาพของนักกีฬาไทยในเวทีโลก ในวันที่นักกีฬาไทยสามารถคว้าแชมป์โลกได้ กฎหมายไทยก็ควรไปให้ทัน “สนุกเกอร์” ควรถูกมองในฐานะกีฬา “ไม่ใช่การพนัน”