“กรณ์” โพสต์ จี้ ถามตรงๆถึง “กลต.-ปปง.” คาใจ เหตุใดยังไร้หมายจับ “เบน สมิธ” ทั้งที่พบหลักฐานฟอกเงินชัดเจน โยงการซื้อ-ขายหุ้น “บางจาก” บิ๊กล็อต ลั่น เดินหน้าบี้ ทวงคืนความเป็นธรรมเพื่อคนไทย


เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวเรื่อง “ขยายผลเรื่อง Ben Smith” มีสาระใจความว่า ขอบอกเลยครับว่า กระแสข่าวเรื่องนี้จะขึ้นหรือลงอย่างไร การติดตามให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และดำเนินการปกป้องประโยชน์ของคนไทยในเรื่อง scammer และการฟอกเงินจะไม่หยุดลง นับตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว คดีอายัดทรัพย์นายเบน สมิธ และพวกได้ไปถึงชั้นศาลแล้ว แต่ผมเป็นคนหนึ่ง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ตั้งประเด็นคำถามว่า ทำไมจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน? โดยที่มูลค่าส่วนใหญ่ของทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคือ หุ้นบริษัท บางจาก โดยที่ ปปง. ได้พิสูจน์โยงกลับไปถึง “กองทุน Capital Asia Investments (CAI)” ซึ่งเป็นกองทุนที่มีการเชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ และ เป็น “แหล่งเงินลับ ปกปิดเจ้าของ” ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามธุรกรรมต้องสงสัยมาโดยตลอด


“ในครั้งนี้ CAI คือ ผู้ขายหุ้น Big Lot ในหุ้น บางจากฯ ให้กับ Alpha Chartered Energy (ACE) หลายครั้ง และจึงเป็น “แหล่งหมุนเงินค่าขาย มาจ่าย ค่าซื้อ” หรือ “โอนตรง” ซึ่งล้วนแต่เพื่ออำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่เมื่อ ปปง. ได้พิสูจน์เส้นทางเงิน และ หลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงได้ส่งสำนักอัยการเพื่อให้ศาลฟ้องยึดอายัดทรัพย์แล้วดังกล่าว

ส่วนทรัพย์สินอื่นของนายเบน สมิธ และ น.ส. แคทรียา บีเวอร์ (ภริยานายเบน) และพวก ก็ได้ถูกอายัดไปด้วย ซึ่งรวมถึงที่ดิน เงินสด ฯลฯ แต่ที่แปลกมากคือการที่ กลต. หรือ ปปง. ยังไม่มีการดำเนินการแม้แต่น้อยกับหุ้นตัวอื่นๆ ที่ถือโดย CAI หรือ โดยภริยาของนายเบน สมิธ ตามตารางในภาพ? และนอกจากนั้น ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมคือ ย้อนสืบเส้นทางการได้มาหุ้นเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เห็นได้ทันทีว่า มีใครคนอื่นเกี่ยวข้องบ้าง มีใครสมคบคิดกับนายเบน สมิธและพวกบ้าง บวกกับเส้นทางการเงินว่า เงินปันผลที่ได้รับ ผ่านเข้าบัญชีใคร และมีการจ่ายออกไปที่ไหน” นายกรณ์ ระบุเป็นข้อสังเกต

...


นายกรณ์ ระบุต่อว่า ผมขอยกตัวอย่างกรณีตรงไปตรงมาที่สุด คือหุ้นสองบริษัท (BCP และ GTV) ที่ แคทรียา บีเวอร์ ยังถืออยู่ในชื่อตัวเองซื่อๆตรงๆ (ในภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์) แต่ กลต.และ ปปง. กลับไม่มีการดำเนินการอย่างไร หรือหุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Beteverse ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก แคทรียา บีเวอร์ รวมทั้ง หุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Rapidfire ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก B.I.C. (Cambodia) Bank (ซึ่งมีนาย ยิมเลียกเป็นประธานกลุ่ม) โดยที่ราคาที่ซื้อขายกัน คือ 4.22 บาท สูงกว่าตลาดที่ 1.55 บาท ถึง 170% และ ซื้อขายเปลี่ยนชื่อกันวันสุดท้าย ก่อนที่ชื่อ B.I.C. (Cambodia) Bank จะปรากฏบนทะเบียนหุ้น FSX วันที่ 21 มีนาคม 2568 พอดี เป็นต้น (ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน) ทำให้ต้องติดตามว่า ในการซื้อขาย Big Lot ทั้งจำนวนเช่นนี้ ทั้ง 2 กรณี มีการชำระเงินอย่างไร ? เป็นการหมุนเวียนเงินของกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ? หรือ โอนตรง ? ดังกรณีแบบหุ้นบางจากฯ คล้ายๆกัน โดย กลต. ก็มีหน้าที่ต้องกำกับดูแลว่า กรณีต้องสงสัยเช่นนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าว เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่?

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า หากใช่ จะทำให้ผิด พ.ร.บ. หลักทรัพย์ มาตรา 246 ในการรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ และ มาตรา 247 หน้าที่ในการเสนอซื้อหลักทรัพย์จากประชาชนทั่วไป เพราะ หากรวมผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบุคคลเดียวกันเหล่านี้ จะรวมได้เป็น 51.96% ได้แก่

- CAI For Pilgrim Finansa Investment Holding (แหล่งเงินลับปกปิดเจ้าของที่เชื่อมโยงกับเบน สมิธ) 24.14%,

- Beteverse (โอนทั้งจำนวนจาก แคทรียา บีเวอร์ ภรรยาเบน สมิธ) 10.00%,

- Rapidfire (โอนทั้งจำนวนจาก BIC Bank (Cambodia)) 10.00% และ

- นาง สุภารัตน์ สง่าเมือง (อดีตภรรยาเบน สมิธ) อีก 7.82% ซึ่งจะทำให้ผิดทั้งมาตรา 246 และมาตรา 247 ดังกล่าว รวมทั้ง ความผิดฐานการซื้อขายแบบ Matched Order ตามมาตรา 244 ด้วย

แต่ถึงวันนี้ ด้วยหลักฐานมากมายขนาดนี้ กลต. ก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ เกรงใจใครครับ? โดยสรุปคำถามสำคัญ คือในเมื่อ ปปง ได้สั่งอายัดหุ้น ที่ดิน รถยนต์ เงินสด ฯลฯ ของนายเบน สมิธ รวมไปถึงภริยาและพวกแล้ว ทำไมถึงไม่ดำเนินการต่อให้ครบถ้วน? หากมีการโยกย้าย ขายหุ้น และทรัพย์สินส่วนนี้ออกไป ปปง และ กลต จะรับผิดชอบอย่างไร? และผมขอย้ำคำถามเดิมว่า ทำไมจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน?