“พิพัฒน์” ลั่นสัปดาห์นี้ทุกสถานีบริการต้องมีน้ำมันขายตามปกติ หลังนายกฯ สั่งงัดน้ำมันสำรองอุ้มประชาชน สภาพัฒน์ฯ-พลังงาน แจงต้นตอดีเซลความต้องการพุ่งปรี๊ด 84 ล้านลิตร สั่งเคลียร์ปมปั๊มอ้างโควตาหมด ไม่ต้องรอถึงเดือนเมษายน ปูพรมล่า “ไอ้โม่ง”
วันที่ 23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 14.50 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้แถลงผลการประชุมพร้อมกับนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อชี้แจงและแก้ไขปัญหาสถานีบริการน้ำมันขาดแคลนจนส่งผลกระทบต่อประชาชน
นายกฯ สั่งสัปดาห์นี้ต้องมีน้ำมันทุกปั๊ม
โดยนายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อภาพความโกลาหลที่ประชาชนไม่สามารถเติมน้ำมันได้ โดยที่ประชุมครั้งนี้ได้หารือกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และโรงกลั่น ซึ่งมีการอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศ จากเดิมใช้วันละ 67 ล้านลิตร พุ่งเป็น 82-84 ล้านลิตรต่อวัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งด่วนให้งดเว้นการเก็บน้ำมันสำรองที่เดิมจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 3% โดยให้คงไว้ที่ 1% ตามเดิม เพื่อนำน้ำมันสำรองส่วนนี้ทุ่มเข้าสู่ตลาดให้เพียงพอต่อความต้องการ
“ภายในสัปดาห์นี้ พวกเราคงจะได้เห็นว่าไม่มีสถานีบริการใดที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ทางโรงกลั่นต่างๆ ก็พยายามที่จะกลั่นให้ได้ที่ 100% บางโรงกลั่นก็อาจจะกลั่นเกินกว่า 100% เพื่อปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้กับผู้ค้าตามมาตรา 7 ไปบรรเทาและผ่อนคลายให้ผู้ใช้”
...

สศช. ยันคลังปกติ-แจงปมปั๊มอ้างโควตาหมด
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้แจงถึงผลการปฏิบัติงานเชิงรุกว่า กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันหลัก 8 แห่ง ผลการตรวจสอบไม่พบความผิดปกติใด ๆ ปริมาณรับ-จ่ายถูกต้องตรงกัน และได้สั่งการให้ติดประกาศราคาหน้าคลังน้ำมันไม่ให้สูงกว่าราคาสถานีบริการเรียบร้อยแล้ว ส่วนปัญหาปั๊มน้ำมันขาดแคลนในขณะนี้เกิดจากข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ทั้งการส่งทางท่อที่มีปฏิทินสลับชนิดน้ำมันรวมถึงการขนส่งทางรถที่เติมน้ำมันเข้าปั๊มไม่ทันต่อความต้องการที่พุ่งสูงผิดปกติ โดยปั๊มน้ำมันบางแห่งที่เคยขายได้วันละ 15,000 ลิตร ซึ่งปกติจะเพียงพอขายได้ทั้งวัน กลับพบว่าน้ำมันถูกเหมาซื้อจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่ช่วงเที่ยง ซึ่งจากการที่กรมการปกครองปูพรมตรวจสถานีบริการ 9,387 แห่งทั่วประเทศ พบว่ามีถึงราว 8,000 แห่ง ที่เผชิญปัญหาด้านการขนส่งและต้องรอรถบรรทุกวิ่งเข้าไปส่งน้ำมัน
“ปริมาณน้ำมันดิบที่เข้ามาเพียงพอที่จะกลั่นเพื่อใช้ในประเทศ นำเข้าแล้วกว่า 3,400 ล้านลิตร ในช่วง 20 วันแรกของเดือน มี.ค. แต่ความต้องการใช้เฉลี่ยเพิ่มจาก 65-66 ล้านลิตร เป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน และบางวันเฉพาะดีเซลสูงถึงกว่า 100 ล้านลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 2 เท่า ในขณะที่กำลังการกลั่นดีเซลสูงสุดในประเทศทำได้ประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน แม้โรงกลั่นจะพยายามเร่งกำลังผลิตขึ้นไปถึง 110% แล้วก็ตาม”
ส่วนกรณีที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งอ้างกับประชาชนว่า โควตาหมดและต้องรอรับน้ำมันรอบใหม่ในวันที่ 1 เม.ย. นายดนุชา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาปั๊มมียอดขายพุ่งกระฉูดจนโควตาเต็มจริงแต่หลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตรการผ่อนคลายการเก็บสำรองน้ำมันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เปิดทางให้ผู้ค้าหลัก เช่น บางจากสามารถดึงน้ำมันสำรองจัดส่งให้สถานีบริการเหล่านั้นได้ทันที โดยไม่ต้องรอถึงเดือนเม.ย.
พลังงานสั่งเช็กสต็อกรายวัน-ดึงสำรองอุดช่องโหว่
ขณะที่นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบายเสริมว่า ปัญหาความแออัดหน้าปั๊มเกิดจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและภาคขนส่งหันมาเติมน้ำมันที่สถานีบริการแทนการซื้อจากผู้ค้าส่ง (Jobber) เนื่องจากผู้ค้าส่งมีน้ำมันไม่พอและราคาต้นทุนสูงกว่าหน้าปั๊มรัฐบาลจึงแก้ปัญหาด้วยการจัดระบบใหม่เพื่อสร้างความโปร่งใสให้ผู้ค้า ม.7 รวมถึงจ๊อบเบอร์ต้องรายงานว่าได้รับน้ำมันหรือผลิตมาเท่าไหร่ และขายไปเท่าไหร่ ต้องรายงานมาที่กรมธุรกิจพลังงานทุกวัน ถ้าปั๊มไหนทราบว่ามีน้ำมันมาแล้วเขาไม่ขาย อันนี้ถือว่ามีความผิด
ส่วนนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กำลังการผลิตดีเซลในปัจจุบันเพิ่มขึ้นจาก 76 ล้านลิตร เป็น 80 ล้านลิตรต่อวัน แต่ยอดการใช้อยู่ที่ 84 ล้านลิตร จึงต้องดึงน้ำมันจากสต็อกกลับมาใช้ พร้อมเตือนผู้ค้าน้ำมันให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งจากที่มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10 ส่งข้อมูลให้กรมธุรกิจพลังงานทุกวัน ภายในเวลา 18:00 น. ผู้ค้าที่ยังไม่ส่งข้อมูลก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ต่อข้อถามว่า กำลังการผลิตน้ำมันดีเซลตอนนี้อยู่ที่ 80 ล้านลิตรต่อวันแต่มีความต้องการใช้ 84 ล้านลิตรต่อวัน จะมั่นใจได้อย่างไรว่าสัปดาห์นี้จะมีน้ำมันให้บริการได้ทุกปั๊ม นายสราวุธ กล่าวว่า แม้กำลังการผลิตปัจจุบันจะอยู่ที่ 80 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการพุ่งไปถึง 84 ล้านลิตร ปัญหานี้แก้ไขได้โดยการดึงเอา Working Stock หรือน้ำมันสำรองสำหรับปฏิบัติการของภาคเอกชนออกมาใช้ประกอบกับการที่ภาครัฐยอมผ่อนผันกฎหมายเรื่องการเก็บสำรองน้ำมัน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทผู้ค้าสามารถกระจายน้ำมันที่มีอยู่ออกมาอุดช่องโหว่ความต้องการส่วนต่างนี้เข้าสู่ระบบได้รวดเร็วขึ้น
เคลียร์ปมสำรอง 100 วัน-ลุยปูพรมล่า “ไอ้โม่ง”
ผู้สื่อข่าวถามว่าปริมาณสำรอง 100 วัน เอาอยู่หรือไม่ เมื่อ ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในปัจจุบันอยู่ที่วันละ 84 ล้านลิตร ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า ต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่าตัวเลขการใช้ที่พุ่งสูงนี้เป็นเพราะความตื่นตระหนกที่ทำให้คนแห่เติมตุนไว้หรือไม่ หากสถานการณ์นิ่งลง ประกอบกับการนำน้ำมันสูตร B7 และ B20 เข้ามาเสริม จะช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลพื้นฐานลงได้ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนตัวเลขปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศยังคงอยู่ในระดับ 90-100 วันเช่นเดิม
นอกจากนี้มีคำถามเรื่องการสั่งลุยล่าไอ้โม่ง ฉวยโอกาสกักตุน นายพิพัฒน์ ตอบว่า จากการระดมกำลังชุดเฉพาะกิจ ซึ่งสนธิกำลังจากทั้งกระทรวงมหาดไทย, ตำรวจ, DSI และอีกหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบสถานีบริการและคลังน้ำมันทั่วประเทศ ขณะนี้ ยังไม่พบกลุ่มไอ้โม่ง หรือผู้ที่หาผลประโยชน์จากการกักตุน นอกเหนือจากกรณีที่จับกุมได้ที่ จ.อ่างทอง และการพยายามลักลอบส่งออกน้ำมัน 20,000 ลิตรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ด้านนายประเสริฐ กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า มาตรการบังคับให้ผู้ค้ารายงานสต็อกรับ-จ่ายทุกวันจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการล่าตัวผู้กระทำผิด เพราะเมื่อนำตัวเลขมาเทียบกัน หากพบว่ามีน้ำมันหายไปจากระบบในจุดใด ก็จะทราบทันทีว่ามีการกักตุนอยู่ที่ใคร ซึ่งหากประชาชนพบเบาะแสความผิดปกติ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ทันที
