ชาวอเมริกันหลายล้านคนทั่วประเทศได้รวมตัวกันในการประท้วงครั้งใหญ่ภายใต้แคมเปญ "โน คิงส์" (No Kings) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เพื่อแสดงจุดยืนต่อนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะในเรื่องสงครามในอิหร่าน การกวาดล้างผู้อพยพ และปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ในการชุมนุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้เข้าร่วมจำนวนมากได้รวมตัวกันที่อนุสรณ์สถานลินคอล์นและเนชันแนล มอลล์ ซึ่งมีการเผาหุ่นจำลองของทรัมป์และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการถอดถอนและจับกุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ที่รัฐมินนิโซตา การประท้วงกลายเป็นจุดสนใจสำคัญ หลังจากมีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 รายในเดือนมกราคม โดยมี บรูซ สปริงสทีน ศิลปินชื่อดังขึ้นเวทีร้องเพลง "Streets of Minneapolis" เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
ในนครนิวยอร์ก ย่านไทม์สแควร์และมิดทาวน์ถูกปิดเนื่องจากจำนวนผู้ประท้วงที่มีมากมาย ขณะที่การชุมนุมก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมมีผู้เข้าร่วมถึง 100,000 คน
โฆษกทำเนียบขาวได้ออกมาตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นเพียง "กลุ่มบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์" และกล่าวว่าผู้ที่สนใจในการชุมนุมนี้มีเพียงนักข่าวที่ได้รับค่าตอบแทนเท่านั้น
การชุมนุม "No Kings" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ แต่ยังขยายไปถึงเมืองต่างประเทศ เช่น ปารีส, ลอนดอน และลิสบอน ที่ผู้ประท้วงออกมาชูป้ายประณามผู้นำสหรัฐฯ ว่าเป็น "ฟาสซิสต์" และ "อาชญากรสงคราม"