“ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” ตั้งคำถาม ลมหายใจของคนเหนือ มีความหมายบ้างไหมสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ฝากถึง “อนุทิน” อายเรื่องดัชนีทุจริตไทยรั้งท้ายโลก แล้วอายเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ไทยขึ้นอันดับ 1 โลกบ้างไหม
วันที่ 1 เมษายน 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ เขตอำเภอหางดงและสันป่าตอง พรรคประชาชน ยื่นญัตติด่วนเสนอแนวทางการแก้ปัญหา PM2.5 นายภัทรพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ภาคเหนือ กำลังจะตายด้วยอากาศที่หายใจ จากความละเลยต่อปัญหาของรัฐบาลโดยเฉพาะในพื้นที่ 9 จังหวัด เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ แค่ตื่นนอนก็เหม็นกลิ่นควันไหม้ การใช้ชีวิตประจำวันแทบทำอะไรไม่ได้ หากรัฐบาลคิดภาพไม่ออก ลองจินตนาการภาพกรุงเทพในช่วงเดือนมกราคม ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งขึ้นกว่า 180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศเมตร ที่มองออกนอกหน้าต่างแทบไม่เห็นตึก ขับรถไปท้องฟ้าเป็นสีเทา
ภาคเหนือตอนนี้ ค่าฝุ่นพิษพุ่งขึ้นมากกว่า 300 หลายพื้นที่ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นเกิน 700 ประชาชนเลือดกำเดาไหลกันเยอะมาก พ่อแม่ที่มีลูกเป็นภูมิแพ้อากาศ ต้องพาลูกเข้า ICU คนที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ภาคเหนือมีคนป่วยมะเร็งปอดสูงที่สุดในประเทศ ทั้งที่มีจำนวนผู้สูบบุหรี่น้อยที่สุด ต้นเหตุหลักมาจากไฟในป่า และฝุ่นพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ตนได้อภิปรายเรื่องนี้อย่างละเอียดมา 3 ปีแล้วว่าปัญหานี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำงานหนักก่อนที่มันจะเกิดปัญหา
“เรื่องไฟในป่า ตนพูดชัดเจนตั้งแต่แถลงนโยบายครั้งก่อนว่าต้องวางแผนจัดสรรงบกลางภายในเดือนพฤศจิกายน เพราะรัฐบาลชุดก่อนหน้าตัดงบท้องถิ่นดับไฟป่าไปกว่า 1,000 ล้านบาท ท้องถิ่นเขาขอมา 1,500 ล้าน แต่ตัดของเขาเหลือแค่ 122 ล้าน ให้ท้องถิ่น 1,000 กว่าแห่งไปแบ่งกันได้เงินแค่หลักหมื่น ตนเสนอไปแล้ว”
...
นายภัทรพงษ์ย้ำว่า มาถึงตอนนี้ มันชัดเจนว่าที่ปัญหามันรุนแรงขนาดนี้ เป็นเพราะรัฐบาลละเลยต่อหน้าที่ของตัวเอง รัฐบาลละเลยต่อการจัดการโครงสร้างของปัญหานี้ และตอนนี้ก็ยังละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพราะจาก 9 จังหวัดที่ตนพูดไปข้างต้น เข้าเกณฑ์และเงื่อนไขการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่น PM2.5 ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีการประกาศ ทั้งที่การประกาศ มันจะทำให้สามารถปลดล็อคการใช้งบฉุกเฉินหรือเงิน ทดรองราชการ จังหวัดละ 50 ล้านบาท และรวมของแต่ละกระทรวงอีก 570 ล้าน รวมกัน 9 จังหวัด ก็คือเงิน 1,020 ล้านบาทที่สามารถเอามาใช้บริหารจัดการได้ แต่รัฐบาลดันไม่ทำ ทั้งที่เงินก้อนนี้หากไม่พอ ก็สามารถขยายได้อีก
นายภัทรพงษ์ตั้งคำถามว่า ลมหายใจของประชาชนในภาคเหนือ มันไม่มีความหมายสำหรับรัฐบาลเลยหรือ เพราะฉะนั้นในวันนี้ สิ่งที่ตนเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยทันที คือการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นพิษ PM2.5 ทั้ง 9 จังหวัด แล้วยกระดับภัยเป็นระดับ 3 ให้รัฐมนตรีมหาดไทย นั่นก็คือให้อนุทินมานั่งหัวโต๊ะ บัญชาการในเรื่องนี้ ให้แต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องยกระดับการจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง ด้วยการเพิ่มกำลังคนเข้าไปดูแลป่า โดยเริ่มจากคนในชุมชนให้เค้าดูแลป่าของเขาเอง พร้อมค่าตอบแทน ใช้แผนที่ที่ระบุพิกัดครัวเรือนที่มีกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง หรือ ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ เพื่อมาจัดสรรมุ้งสู้ฝุ่น ใช้เวทีอาเซียนเจรจาเรื่องฝุ่นข้ามแดน
พร้อมขอให้หยุดให้ประโยชน์กับกลุ่มนายทุน แก้ระเบียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ตอนนี้แม้จะมีการประกาศห้ามนำเข้าข้าวโพดเผา แต่ก็เปิดช่องให้ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเองนำเข้ากันง่ายๆ ไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่
“ปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.5 ล้านตันที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน มีปลายทางไปกระจุกอยู่ที่ตรงไหน และต้นตอมีการเผาหรือไม่ เราตรวจสอบตรงนี้ไม่ได้เลย แก้ระเบียบนี้ แล้วหยุดเอื้อนายทุนได้แล้ว กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เราต้องตรวจสอบกันทั้ง supply chain กับวิกฤตในตอนนี้”
นายภัทรพงษ์ ยังขอเรียกร้องข้อเสนอจากพรรคประชาชนไปยังคณะรัฐมนตรี ผ่านญัตติด่วนนี้ พร้อมกับการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนในประเด็นการแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างครอบคลุม โดยหัวหน้าพรรคประชาชน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะมาสรุปข้อเสนอทั้งหมดของญัตตินี้
“สุดท้ายนี้ ตนขอให้อนุทิน ชาญวีรกูล อายกับค่าฝุ่น PM2.5 ที่ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของโลก เหมือนกับที่อายดัชนีการทุจริตของประเทศ ตนขอให้อนุทิน อายกับการที่ไม่ทำงาน ปล่อยปละละเลย จนทำให้ฝุ่นพิษรุนแรงขนาดนี้ หลังญัตติด่วนของพรรคประชาชนในวันนี้ ตนหวังว่า อนุทินจะมียางอาย แล้วมาแก้ปัญหาให้กับประชาชน ภาคเหนือสักที”