ศาลฎีกาสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามจำกัดสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิดแก่เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ (Birthright Citizenship) ชี้อาจเป็นการทำลายบรรทัดฐานทางกฎหมายที่มีมานานกว่าศตวรรษ ขณะที่ทรัมป์ร่วมฟังคำแถลงด้วยตนเอง หวังผลักดันนโยบายสกัดผู้อพยพขั้นเด็ดขาด

คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ดำเนินการพิจารณาคำแถลงในคดีที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกการมอบสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติให้แก่บุตรของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารและผู้มาเยือนชั่วคราว

จากการซักถามกว่า 2 ชั่วโมง ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่คล้อยตามข้อโต้แย้งของรัฐบาล โดยเฉพาะนายจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นเสียงชี้ขาดคนสำคัญ ได้ตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสิทธิเด็กกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ออกจากสัญชาติสหรัฐฯ

ขณะที่ เอเลนา เคแกน ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยม ระบุว่ารัฐบาลกำลังพยายามล้มล้างประเพณีทางกฎหมายที่สืบทอดมาตั้งแต่กฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ และถูกรับรองไว้ในบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 อย่างชัดเจน

ฝั่งตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่าบทบัญญัติที่ระบุว่าผู้ที่เกิดในสหรัฐฯ และ "อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล" จะได้รับสัญชาตินั้นควรหมายถึงผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงบุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายที่ยังมีความผูกพันกับประเทศบ้านเกิด

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านและผู้พิพากษาหลายท่านได้ยกคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์คดี "United States v. Wong Kim Ark" ปี 1898 ซึ่งเคยรับรองสิทธิสัญชาติให้แก่บุตรของชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐฯ ขึ้นมาโต้แย้ง ซึ่งหากศาลยึดตามบรรทัดฐานเดิม ทรัมป์ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในคดีนี้

...

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วยตนเองถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และถูกมองว่าเป็นความพยายามในการกดดันศาลในคดีที่มีเดิมพันสูงต่อคะแนนนิยมและนโยบายหลักของเขา โดยหลังจบการพิจารณา ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความโจมตีระบบปัจจุบันอย่างรุนแรงว่า "สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่โง่พอจะยอมให้มีสิทธิสัญชาติโดยกำเนิด" ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดว่า ศาลอาจเลือกวินิจฉัยในกรอบที่แคบลง โดยมุ่งเน้นไปที่กฎหมายที่ผ่านโดยสภาคองเกรสเมื่อปี 1952 แทนการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญในวงกว้าง

หากทรัมป์แพ้คดีนี้ จะถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่สองติดต่อกันในศาลฎีกา ต่อจากกรณีการถูกระงับนโยบายกำแพงภาษี และจะเป็นการสกัดกั้นความพยายามขยายอำนาจฝ่ายบริหารของเขาอย่างมีนัยสำคัญ โดยศาลคาดว่าจะออกคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้.


ที่มา BBC