นักบินอวกาศในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) จุดระเบิดเครื่องยนต์นำยานแคปซูลโอไรออนทะยานออกจากวงโคจรโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์อย่างเต็มตัวแล้ว ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่มนุษย์เดินทางไกลเกินขอบเขตโลก
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมภารกิจที่ฮิวสตันยืนยันว่า ยานแคปซูล "โอไรออน" (Orion) ได้ทำการจุดระเบิดเครื่องยนต์นานเกือบ 6 นาที เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ด้วยแรงขับมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับการเร่งเครื่องรถยนต์จากจุดหยุดนิ่งให้ถึงความเร็วขับขี่บนทางหลวงได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที
หลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ในวงโคจรโลกนาน 25 ชั่วโมง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และแคนาดา 1 คน บนแคปซูลโอไรออน ได้รับสัญญาณเดินเครื่องครั้งสำคัญ หรือที่เรียกว่า Translunar Injection เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ระยะทางเกือบ 4 แสนกิโลเมตร
การจุดระเบิดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ภารกิจ อพอลโล 17 ในปี 1972 ซึ่งทาง นาซายืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายถัดไป ยานโอไรออนจะพานักบินอวกาศอ้อมไปทางด้านหลังของดวงจันทร์ เพื่อเก็บภาพพื้นผิวในมุมที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนด้วยตาตัวเอง ก่อนจะวนกลับมายังโลก ซึ่งนี่คือบทเริ่มต้นของการสร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ในอนาคต
เจเรมี แฮนเซน หนึ่งในนักบินอวกาศในภารกิจนี้ กล่าวรายงานด้วยความตื่นเต้นว่า "มนุษยชาติได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราทำอะไรได้บ้าง" โดยขณะนี้เหล่านักบินอยู่บนเส้นทางแบบ "Free-return trajectory" ซึ่งจะใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เหวี่ยงตัวยานกลับสู่โลกโดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงขับดันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
...
ก่อนการจุดระเบิดเครื่องยนต์ครั้งสำคัญ นักบินอวกาศทั้ง 4 นาย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา โคช และเจเรมี แฮนเซน ได้ใช้เวลาในช่วงแรกบนอวกาศตรวจสอบระบบและแก้ไขปัญหาขัดข้องเล็กน้อยของยาน เช่น ระบบสื่อสารและระบบสุขาที่ทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังเริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพื่อป้องกันการสูญเสียวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกในสภาวะไร้น้ำหนัก
อาร์เทมิส 2 ไม่ใช่แค่ภารกิจบินวนรอบดวงจันทร์ในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสถิติใหม่ๆ เช่นมีการส่งนักบินอวกาศที่เป็นผู้หญิง (คริสตินา โคช), คนผิวสี (วิกเตอร์ โกลเวอร์) และชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนอเมริกัน (เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา) ไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ซึ่งหากสำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางไปไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือกว่า 400,000 กิโลเมตร ที่นับเป็นการปูทางสู่การลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2028 และการสร้างฐานที่มั่นถาวรเพื่อเป็นสถานีส่งมนุษย์ไปสำรวจอวกาศที่ไกลกว่าเดิม
ภารกิจนี้ยังถูกจับตามองในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับ "จีน" ที่มีเป้าหมายส่งคนลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 รวมถึงแรงกดดันจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นความสำเร็จก่อนปี 2029 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงจับตาดูความท้าทายด้านเทคโนโลยีและงบประมาณ เนื่องจากนาซาต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภาคเอกชนเป็นอย่างมากในภารกิจถัดไป.
ที่มา AP