อัปเดตราคาน้ำมันขายปลีกล่าสุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่) สำหรับวันที่ 3 เมษายน 2569 มีการปรับราคาขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มดีเซล สรุปราคาเฉลี่ยจากผู้ให้บริการรายใหญ่ (PTT Station และ บางจาก)  กลุ่มดีเซล (ปรับขึ้น 3.50 บาท/ลิตร)คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดการชดเชย ทำให้ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้น 

ไฮดีเซล S / Hi-Diesel B7: 47.74 บาท/ลิตร
ไฮพรีเมียมดีเซล S B7: 66.14 บาท/ลิตร (ปรับขึ้น 4.00 บาท)
กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ (ปรับขึ้น 0.70 บาท/ลิตร)
เบนซิน: 52.54 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ 95: 43.95 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91: 43.58 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20: 38.95 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ E85: 35.69 บาท/ลิตร
Hi Premium 97 (GSH 95++): 57.54 บาท/ลิตร

...

เห็นราคาน้ำมันแล้วดูเหมือนแทบจะไม่มีทางออก นอกจากจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งก็ต้องควักเงินอีก 5-8 แสนบาท ในสภาวะแบบนี้ บอกเลยว่าส่วนใหญ่ไม่มีเงินมากพอในการเปลี่ยนผ่านระบบขับเคลื่อนจากเชื้อเพลิงไปเป็นไฟฟ้า ทำให้การขับรถให้ประหยัดน้ำมันเกิดความสำคัญขึ้นมา การขับแบบประหยัดนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารคันเร่งของเครื่องยนต์อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ เป็นหลัก นี่คือ 5 วิธีที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้บ้างไม่มากก็น้อย

1. รักษาความเร็วให้คงที่ (Steady Speed)

การขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอช่วยได้มาก ช่วงความเร็วที่ประหยัดน้ำมันที่สุดสำหรับรถส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 80–90 กม./ชม. เปิดใช้ระบบ Cruise Control การเปิดใช้งานเมื่อวิ่งบนทางไกลจะช่วยรักษาคันเร่งให้สมดุลกว่าการใช้เท้าเหยียบเอง 

2. ไม่เหยียบคันเร่งรุนแรง (Smooth Acceleration)

เวลาออกตัวจากไฟแดง พยายามค่อยๆ กดคันเร่งให้ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เหยียบมิดเพื่อให้รถพุ่งออกไปทันที เพราะการเผาผลาญเชื้อเพลิงในช่วงออกตัวจะสูงที่สุด การขับแบบไปเรื่อยๆ แต่ไม่ช้า ช่วยลดการสิ้นเปลืองได้มหาศาล 

3. อ่านสถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อลดการเบรก (Anticipate Traffic)

พยายามมองไปข้างหน้าไกลๆ ครับ ถ้าเห็นว่าข้างหน้าเป็นไฟแดงหรือรถเริ่มชะลอตัว ให้ ยกเท้าออกจากคันเร่งทันที เพื่อให้รถไหลไปด้วยแรงเฉื่อย แทนที่จะขับไปจ่อท้ายแล้วเหยียบเบรกแรงๆ การทำแบบนี้ช่วยประหยัดน้ำมันและถนอมผ้าเบรกไปในตัว 

4. เช็กแรงดันลมยางให้เหมาะสม

ลมยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนมากเกินความจำเป็น เกิดแรงเสียดทานสูง เครื่องยนต์จึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพาตัวรถไปข้างหน้า ควรเช็กแรงดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้งให้ตรงตามค่าที่ระบุไว้ข้างประตูรถ 

...

5. ลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นในรถ

ของสัมภาระที่วางทิ้งไว้หลังรถ ไม่ว่าจะเป็นถุงกอล์ฟ ลังเครื่องมือ หรือของจุกจิก ยิ่งรถหนักเครื่องยนต์ยิ่งต้องใช้พลังงานในการลากจูงมากขึ้น ลองเคลียร์ของที่ไม่ใช้ออกดูครับ แม้น้ำหนักจะลดลงไม่กี่กิโลกรัม แต่ในระยะยาวช่วยประหยัดน้ำมันได้ชัดเจน

เทคนิคเพิ่มเติม หากต้องจอดรถรอนานๆ เกิน 3-5 นาที การดับเครื่องยนต์จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่าการสตาร์ททิ้งไว้ครับ แม้การสตาร์ทใหม่จะใช้น้ำมันบ้างแต่ก็น้อยกว่าการปล่อยเครื่องเดินเบาทิ้งไว้นานๆ  

...

ถ้าเอาแบบประหยัดด้วย และช่วยดึงสติไม่ให้เครียดกับตัวเลขบนหัวจ่ายน้ำมันที่กระทบกับรายจ่ายครัวเรือนจนชักหน้าไม่ถึงหลัง ลองใช้วิธีสายมูผสมจิตวิทยาแบบขำๆ พวกนี้ดู 

1. ใช้พลังจินตนาการ "เท้าปุยเมฆ"

ลองมโนว่าใต้คันเร่งของคุณมี ไข่ไก่วางอยู่ฟองหนึ่งครับ ถ้าเหยียบแรงไปไข่จะแตก หรือคิดซะว่าคันเร่งคือหน้าเจ้าหนี้ที่เราไม่อยากสบตา ให้สัมผัสเบาๆ นุ่มนวลที่สุดเหมือนกำลังลูบหัวแมว การพยายามเลี้ยงน้ำหนักเท้าแบบนี้จะทำให้คุณลืมดูเข็มน้ำมันไปชั่วขณะครับ แต่ก็อาจโดนรถหลังบีบแตรไล่เพราะไปเกะกะขวางทางเค้า ถ้าจะขับแบบนั้นต้องหลบให้รถที่เร็วกว่าแซงผ่านไป ไม่ใช่ใช้เท้าแบบปุยเมฆแล้วคาขวายาว

2. มหกรรมเพลง "สโลว์ไลฟ์"

เลิกฟังเพลงร็อคหรือเพลงแดนซ์จังหวะมันๆ ในรถชั่วคราวครับ เพราะจังหวะเพลงมักจะพาเท้าเรากดคันเร่งตามไปด้วย ให้เปลี่ยนไปฟัง เพลงบรรยากาศ (Ambient) เพลงสปา หรือเสียงสวดมนต์แทน ขับช้าลงตามจังหวะเพลง ใครจะแซงก็ยิ้มให้ แล้วบอกในใจว่า "เชิญท่านไปปั๊มก่อนเลยจ้า"

3. คาถา "ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน"

อันนี้ประหยัดของจริงคือการหา "ตัวหาร" ครับ ลองประกาศในกลุ่มเพื่อนหรือที่ทำงานว่า "ใครจะไปเส้นนี้บ้าง รับสมัครเพื่อนนั่งคุย" นอกจากจะได้ค่ากาแฟมาช่วยค่าน้ำมันแล้ว การมีคนนั่งไปด้วยจะทำให้เราเกรงใจ ไม่กล้าขับซิ่งหรือเบรกหัวทิ่ม เป็นการฝึกมารยาทการขับขี่ไปในตัว

4. ทฤษฎี "ยิ่งเงา ยิ่งประหยัด"

ลองล้างรถให้สะอาดกริ๊บจนแมลงวันเดินสะดุดดูครับ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ (แบบมโนเอาเอง) คือรถที่ลื่นจะแหวกลมได้ดีกว่า แต่ผลทางจิตวิทยาคือ เราจะไม่อยากขับรถเร็ว เพราะกลัวฝุ่นเกาะหรือกลัวเศษหินดีดใส่รถเงาๆ ของเรา พอขับช้าลง น้ำมันก็นเหลือเยอะขึ้นเองครับ

5. กลยุทธ์ "กินข้าวอิ่ม...รถก็อิ่ม"

...

เวลาจะไปไหน ให้กินข้าวให้อิ่มก่อนออกจากบ้านครับ เพราะถ้าหิวเราจะใจร้อน อยากถึงที่หมายไวๆ จนเผลอเหยียบมิดเพื่อให้ถึงร้านอาหาร แต่ถ้าท้องอิ่ม เราจะมีพลังงานในการปล่อยวางสูงมาก รถติดแค่ไหนก็แค่นั่งย่อยอาหารไปชิลๆ ครับ

ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังเครียด แนะนำให้ลองเปิดโหมดใช้รถยนต์สาธารณะอย่างรถไฟฟ้า BTS ปั่นจักรยานไปทำงาน (ในสภาพอากาศแบบนี้ก็ไม่ควร) หรือ "เดิน" ไปเซเว่นหน้าปากซอย แทนการสตาร์ทรถ นอกจากน้ำมันไม่ลดสักหยดแล้ว ยังได้หุ่นดีเป็นของแถม. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/