(ภาพประกอบ)
DSI เตรียมประมวลเรื่องเสนอคดี “กักตุนน้ำมัน” เข้าบอร์ดคดีพิเศษ เร่งรวบรวมความผิดปกติทั้งทางบก-ทะเลในเดือน มี.ค. 69 เผยข้อมูลคณะทำงาน ตรวจสอบ 6 คลังใหญ่ จ.สุราษฎร์ฯ พบแล้ว 1 แห่ง ต้องสงสัยกักตุน 2 ล้านลิตร ส่วนจุดอื่นยังต้องขยายผล พร้อมรอเคาะขอบเขตสอบสวน ว่าจะเจาะรายใหญ่หรือขยายรวมพฤติการณ์คดีรายย่อยด้วย
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับไปดำเนินการสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ หลังคณะทำงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมัน 6 จุด ใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบข้อมูลว่ามีคลังน้ำมันบางแห่งได้มีการกักตุนน้ำมัน ซึ่งมีลักษณะการจ่ายน้ำมันผิดปกติ เข้าข่ายเป็นการกักตุนไว้สำหรับเก็งกำไร โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค. ที่มีการปรับลดอัตราชดเชยเงินกองทุนน้ำมัน
เบื้องต้นพฤติการณ์ลักษณะที่ตรวจสอบพบนั้น เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เนื่องด้วยปริมาณคงคลังในเดือน มี.ค. มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลัง มากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือน ก.พ. ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ การกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม หรือมีแต่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย และถือเป็นความผิด ในขั้นตอนการจะรับเป็นคดีพิเศษนั้น เนื่องด้วยเรื่องดังกล่าวนี้ทางพาณิชย์จังหวัดยังสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจ จ.สุราษฎร์ธานี หรือพาณิชย์จังหวัดจะเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษโดยตรงกับดีเอสไอก็ได้ ซึ่งหากพาณิชย์จังหวัดได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังตำรวจสุราษฎร์ธานีก่อน และเมื่อดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษเมื่อใด ดีเอสไอจึงค่อยรับโอนสำนวนและรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับทางคดีมารับไปดำเนินการต่อได้เหมือนกัน
สำหรับความผิดปกติที่พบเจอจากการตรวจบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ 6 จุด ใน จ.สุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 1 เม.ย. จากข้อมูลของคณะทำงานพบว่า “บริษัทผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ในภาคใต้” รายหนึ่ง คือ จุดที่มีการกักตุนน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร เนื่องจากเดิมข้อมูลในเดือน ก.พ.บริษัทฯ มีการขายออกน้ำมัน 1.7 ล้านลิตร แต่พอในเดือน มี.ค. ที่มีการปรับลดอัตราชดเชยกองทุนน้ำมัน บริษัทฯ กลับขายออกน้ำมันเพียง 4 แสนลิตรเท่านั้น ถือว่าปริมาณน้ำมันคงค้างในคลังน้ำมันเยอะมากผิดปกติ ส่วนในจุดอื่นจะต้องมีการขยายผลต่อไป
สำหรับกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) มีการตรวจสอบพบว่าในห้วงเดือน มี.ค.พบความผิดปกติจากการเดินเรือเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเดินเรือช้ากว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลทำให้เกิดการกักตุนน้ำมันจากการชะลอการเดินทาง ซึ่งหากรวมแล้ว พบว่ามีน้ำมันที่เข้าไปเกี่ยวข้องจากการชะลอการเดินทางทั้งสิ้น 50 ล้านลิตรนั้น ข้อมูลส่วนนี้ทางดีเอสไอได้มีการประสานอย่างต่อเนื่องกับทาง ศรชล. อยู่แล้ว ซึ่งดีเอสไอ ได้ขอให้ทาง ศรชล. ช่วยสกัดกั้นไว้ก่อนและสืบหาข้อมูลให้ดีเอสไอคู่ขนานกัน
และส่วนกรณีของ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีการตรวจสอบการขนย้ายและกักตุนน้ำมันบริเวณพื้นที่ จ.อ่างทอง ตาก นครสวรรค์ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 ในกรณีนี้ทางดีเอสไอต้องหารือในที่ประชุมอีกครั้งว่าข้อมูลจะครอบคลุมไปถึงคดีของตำรวจหรือไม่ เพราะต้องพิจารณาจากลักษณะของคดี เพราะอย่างไรแล้วก็เป็นเรื่องปลีกย่อยที่เกี่ยวกับน้ำมันในห้วงเดือน มี.ค.
หากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เรื่องการสืบสวนสอบสวนข้อมูลเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันทั้งหมดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะต้องรับโอนมาไว้ในแฟ้มสำนวนคดีพิเศษ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องรอดูมติของบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ก่อนว่าจะครอบคลุมรับเป็นคดีพิเศษไปถึงพฤติการณ์คดีกักตุนน้ำมันคดีปลีกย่อย หรือต้องเป็นคดีคลังน้ำมันรายใหญ่เท่านั้น
สำหรับฐานความผิดที่ดีเอสไอจะรับดำเนินการไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษเบื้องต้น คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งฐานความผิดดังกล่าวจะต้องเสนอเรื่องเข้าสู่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เนื่องด้วยเป็นความผิดอาญาอื่น ไม่สามารถใช้อำนาจของอธิบดีดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษได้ ซึ่งหากมีการประมวลเรื่องและข้อมูลคดีการกักตุนน้ำมันเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษแล้ว กรรมการภายในบอร์ดฯ ก็จะต้องพิจารณาหารือว่าจะสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษในประเด็นใดบ้าง และพฤติการณ์ทางคดีอย่างไรบ้าง ซึ่งหากบอร์ดฯ อนุมัติรับเป็นคดีพิเศษ ทางอธิบดีดีเอสไอจึงจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และจะได้มีการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นเข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนด้วยได้
ทั้งนี้ ในการประมวลเรื่องเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อขอรับมติสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษนั้น ทางดีเอสไอจะต้องรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน จึงจะประมวลเรื่องเสนอเข้าไป คาดว่าอาจอยู่ในช่วงสัปดาห์หน้า
...