“จูรี” เปิดแผลน้ำท่วมหาดใหญ่ แฉระบบเตือนภัยล้มเหลว เยียวยาอืด ด้าน“การดี” จี้สังคายนา “หาดใหญ่โมเดล” เตือนเหลือเวลาแค่ 6 เดือนก่อนจมซ้ำ


วันที่ 8 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายจูรี นุ่มแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) ตีแผ่ความล้มเหลว 3 ระยะของรัฐบาล ทำเศรษฐกิจพังกว่า 2 หมื่นล้าน สังเวย 145 ศพ ย้ำชาวบ้านเข็ดหลาบไม่อยากรอคอยความช่วยเหลือที่มั่วซั่วอีกต่อไป


นายจูรี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายด้วยความสะเทือนใจถึงเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างส่งผลกระทบต่อคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่แม่ค้าไปจนถึงนักธุรกิจโรงเรียนและข้าราชการ เฉพาะหาดใหญ่ประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2 หมื่นกว่าล้านบาท พร้อมชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐที่แบ่งเป็น 3 ระยะหลัก

เตือนภัยล้มเหลว เข้าไม่ถึงชาวบ้าน

นายจูรี ชี้ว่า แม้ไทยจะมีหน่วยงานที่มีข้อมูลดีอย่างกรมอุตุฯ กรมชลฯ หรือ GISTDA แต่ข้อมูลเหล่านั้นกลับไม่ถูกแปลเป็นภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจง่าย ทำให้เกิดเหตุการณ์ “น้องโฉม” ที่ตื่นมาตอนตี 2 แล้วพบว่าน้ำท่วมบ้านสูงกว่า 3 เมตรโดยไม่ทันตั้งตัว จึงเสนอให้รัฐบาลนำเทคโนโลยี Digital Twin (เมืองฝาแฝดดิจิทัล) และ AI มาใช้แจ้งเตือนรายบุคคลล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมงเพื่อให้ประชาชนตั้งตัวได้ทัน

บริหารมั่ว-ทิ้งประชาชน

นายจูรี ชี้ถึงความไร้เอกภาพในการช่วยเหลือ โดยเปรียบเทียบว่าเป็นการทำงานแบบ “มั่วตั้วคั่วตอก” ประสานงานล้มเหลวจนระบบสื่อสารล่มทั้งเมือง นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่น่าสลดใจ เมื่อเจ้าหน้าที่บางส่วนปฏิเสธการนำเรือและรถใหญ่เข้าไปช่วยประชาชนที่นอนรอความตาย โดยอ้างว่าต้องสแตนบายรอรับคณะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ที่เดินทางลงพื้นที่ จนนำไปสู่ยอดผู้เสียชีวิตถึง 145 ราย

...

เยียวยาเต่าเรียกพี่

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาที่สุดในสภา คือความล่าช้าของเงินเยียวยาซ่อมแซมบ้าน ซึ่งนายจูรีเปรียบเทียบว่า องค์การนาซาส่งคนไปดวงจันทร์ใช้เวลาแค่ 3 วัน แต่เงินเยียวยารัฐบาลไทยผ่านไป 150 วันยังเดินทางไม่ถึงผู้ประสบภัย “ชาวบ้านถามผมทุกวัน ล่าสุดเห็นมีการโอนเงินเยียวยาเข้ามา 150 บาท จากเพดานสูงสุดที่ควรได้ 49,000 บาท ผมถามว่า 150 บาทรัฐบาลให้เขาเอาไปซ่อมอะไร?” นายจูรีกล่าว

จี้ตั้ง “หาดใหญ่โมเดล”

นายจูรี สรุปทิ้งท้ายด้วยการขอให้สภาฯ เร่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างน้ำแบบบูรณาการ โดยเน้น 3 ภารกิจหลัก

1. เตรียมพร้อม ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เตือนภัยและปรับผังเมืองระบายน้ำ

2. เผชิญเหตุ บูรณาการหน่วยงานแบบเบ็ดเสร็จ มีเอกภาพในการอพยพ

3. ฟื้นฟู ปฏิรูประบบเยียวยา ลดขั้นตอนเอกสาร และออกมาตรการ Soft Loan ช่วยเหลือ SME

“อีกไม่กี่เดือนน้ำรอบใหม่จะมาแล้ว แต่คูคลองยังตื้นเขิน เครื่องสูบน้ำยังซ่อมไม่เสร็จ ชาวบ้านเขาเข็ดหลาบแล้วจริงๆ เขาไม่อยากกินข้าวผัดจากฝีมือนายกฯ อีกแล้ว แต่เขาต้องการการจัดการที่ยั่งยืน” นายจูรีระบุชัดเจนก่อนจบการอภิปราย


จี้สังคายนา “หาดใหญ่โมเดล”

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของการบริหารจัดการวิกฤตที่ยังยึดติดอยู่กับการเยียวยามากกว่าการป้องกันในอนาคต พร้อมตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของรายงานถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการและเชิญผู้เชี่ยวชาญรวมถึงองค์กรข้ามชาติเข้ามาศึกษาแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันรายงานดังกล่าวกลับยังถึงมือรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

“ดิฉันต้องการจะเรียกร้องว่า เรามีเวลาเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่เราเห็นว่ามันคือ “ฝน 300 ปี” ไม่ได้การันตีว่ามันจะมาอีกทีใน 300 ปีข้างหน้า แต่มันอาจจะกลับมาอีกทีในปีนี้เลยก็เป็นไปได้” ดร.การดีระบุ

จุดอ่อนที่ชัดเจน

พร้อมกันนี้ยังได้อ้างอิงข้อมูลจาก ศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ โดยชี้ให้เห็นถึง “จุดอ่อนที่ชัดเจน” 4 ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยไม่ต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติม คือ

1. ระบบแจ้งเตือนภัยและความล่าช้า การสื่อสารข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้ประชาชนรู้ตัวช้าจนเตรียมตัวไม่ทัน

2. ผังเมืองหมดอายุ ผังเมืองหาดใหญ่หมดอายุไปตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันต้องใช้ผังเมืองรวมจังหวัดสงขลาแทน ทำให้ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง

3. การเปลี่ยนผ่านการใช้ที่ดิน เมืองเติบโตผิดทิศสวนทางกับทางระบายน้ำตามธรรมชาติ

4. ไร้เอกภาพในการสั่งการ ขาด Single Command Center ที่ตัดสินใจบนพื้นฐานของ “ข้อมูล” (Data) มากกว่า “แนวคิดทางการเมือง”

เลี่ยนคำขอโทษ

“ดิฉันเลี่ยนสุดๆ ที่จะต้องมาฟังคำขอโทษจากท่านนายกฯ หรือจากรัฐบาล ว่านี่คือการบริหารที่ผิดพลาด คำขอโทษใช้ได้ถ้าเรียนรู้แล้วปรับปรุง แต่คำขอโทษที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับวิกฤตที่ล้มเหลวซ้ำซาก เป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับไม่ได้” ดร.การดี กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนวคิดทางเทคนิคเพื่อเป็นทางออก (Big Win) เพิ่มเติม ตั้งแต่ การเสริมแนวป้องกันและเปิดทางน้ำในเขตชุมชนที่ใช้งบประมาณไม่สูงแต่ทำได้เร็ว (Street Canal) การลงทุนในระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะในระดับพื้นที่ (Local Alert) และการใช้โมเดลพยากรณ์อากาศและน้ำที่แม่นยำในการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy)

รัฐบาลควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการเน้นงบประมาณเยียวยา มาเป็นการลงทุนเพื่อการป้องกัน (Prevention) เพราะงบประมาณที่ใช้ในการเยียวยานั้นสูงกว่าการป้องกันหลายเท่าตัว

“การสูญเสียทรัพย์สินประเมินมูลค่าได้ง่าย แต่การสูญเสียชีวิตนั้นประเมินค่าไม่ได้ ดิฉันจึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งทบทวนบทเรียนและเริ่มลงทุนงบประมาณเพื่อป้องกันไม่ให้หายนะนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับพี่น้องชาวหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศ” ดร.การดี กล่าวปิดท้าย