ถือเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ของวงการรถยนต์เมื่อเดือนที่แล้ว (มีนาคม 2569) เพราะการปรากฏตัวของเงาปริศนาในงานเปิดตัว BMW i3 (รุ่นที่เป็น Neue Klasse) ช่วยสยบข่าวลือที่ว่า BMW อาจจะเลิกทำรถทรง Wagon (Touring) ในตระกูล Series 3 ได้อย่างสนิทใจ  แน่นอนว่า รถแวนตราใบพัดยังไปได้ต่อทั้งไฟฟ้าและเครื่องยนต์ แม้ยอดขายจะโดนเอสยูวีเบียดบังไปบ้าง แต่ลูกค้าที่ยังชอบรถแนวนี้ก็เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อพอสมควร  

ในช่วงท้ายของงานเปิดตัว i3 Sedan รุ่นใหม่ ขณะที่ Oliver Zipse (CEO ของ BMW) กำลังกล่าวปิดสุนทรพจน์ บนหน้าจอด้านหลังเขาได้ปรากฏ เงาร่าง (Silhouette) ของรถทรง Wagon แวบขึ้นมาสั้นๆ ซึ่งนั่นคือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า Series 3 Touring รุ่นถัดไป (รหัสตัวถัง G51 / NA1) กำลังจะมาอย่างแน่นอน! ส่วนสเปกคร่าวๆ ที่น่าสนใจ (จากงานเปิดตัว i3) เนื่องจากเงาที่โชว์เป็นส่วนหนึ่งของตระกูล i3 รุ่นใหม่ สื่อสายยานยนต์ทั่วโลกจึงพอคาดการณ์สเปกที่จะส่งต่อมาถึงรุ่น Touring  ที่คล้ายคลึงกับเวอร์ซันซีดาน ระยะทางวิ่ง i3 Sedan ทำได้สูงสุดถึง 900 กม. (WLTP) ดังนั้นรุ่น Touring ที่ต้านลมกว่านิดหน่อย ก็น่าจะยังทำตัวเลขได้น่าประทับใจมากในระดับ 800 กม. ระบบชาร์จ แน่นอนว่าใช้สถาปัตยกรรม 800V ของ i3 ชาร์จเร็วสุดแรงรองรับไฟ DC ถึง 400 kW (ชาร์จ 10 นาที วิ่งได้ไกล 400 กม.) ส่วนตัวเลขกำลัง i3 50 xDrive ที่เปิดตัว มอเตอร์คู่  มีแรงม้าถึง 469 ตัว  แรงบิดระดับ M Car ที่ 645 นิวตันเมตร

...

ส่วนคำถามที่น่าสนใจว่าBMW i3 Wagon (Touring)  ยังมีเครื่องน้ำมัน (ICE) อยู่ไหม? นี่คือประเด็นที่คนไทยเราสนใจมากที่สุด  แม้ในงานจะเน้นไปที่ i3 (ไฟฟ้า 100%) แต่มีรายงานว่า BMW จะยังคงผลิต Series 3 โฉมใหม่เวอร์ชันเครื่องยนต์สันดาป (รหัส G50 สำหรับซีดาน และ G51 สำหรับ Touring) ควบคู่กันไปด้วย โดยอาจจะใช้ดีไซน์ที่ใกล้เคียงกับรุ่นไฟฟ้า แต่ปรับปรุงจากแพลตฟอร์มปัจจุบันให้มีความทันสมัยขึ้น

 

ทำไม BMW ถึงไม่ทิ้ง Touring ซักที ทั้งๆ ที่เอสยูวีขายดีกว่าตั้งเยอะ มาดูความเป็นจริงในตลาดเยอรมันและยุโรป ถ้าคุณเดินทางไปที่นั่นบ่อยๆ คนยุโรปนิยมรถทรง Wagon มาก เห็นได้จากตัวเลขยอดขายยอดจดในเยอรมนี รถบางรุ่นเป็น Touring มากกว่า Sedan ด้วยซ้ำ มีแต่ในไทยเท่านั้นที่รถสเตจชันแวกอนโดนภาษีนำเข้ามหาโหด จนราคาทะลุมิติ ราคาของรถพ่อบ้านสายซิ่ง จึคงแพงกว่ารุ่นซีดานประกอบไทย และแม้ว่าคุณจะชอบรถแวนยังไง BMW ก็มีให้เลือกแค่ M3 Touring ส่วน Audi ยังดีหน่อยที่ในไทย มีรถแวกอนให้เลือกหลายรุ่นแต่ราคาก็แพงจนจับต้องลำบาก รถแวนนั้นมีความเอนกประสงค์ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายที่มากกว่า บางรุ่นก็มากกว่าเอสยูวีด้วยซ้ำ นั่นเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากขับ SUV แต่ต้องการพื้นที่เก็บของเยอะๆ

 

ข้อมูลล่าสุดที่เพิ่งยืนยันออกมาเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 (สัปดาห์นี้เอง) ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นมากว่าแผนผังการผลิตของ BMW กำลังเปลี่ยนไป โดยเฉพาะที่โรงงานหลักในมิวนิก (Munich) BMW ยืนยันแล้วว่า i3 Touring (รุ่นไฟฟ้า 100% บนแพลตฟอร์ม Neue Klasse) จะถูกผลิตที่โรงงานหลักใน มิวนิก โดยจะใช้สายการผลิตร่วมกับ i3 Sedan (NA0) ซึ่งรุ่นซีดานนั้นมีกำหนดจะเริ่มการผลิตจริง (Series Production) ในเดือน สิงหาคม 2569 นี้แล้ว 

...

ชะตากรรมของเครื่องยนต์สันดาป (G50/G51)
ถึงแม้ BMW จะยัง "เปิดกว้าง" เรื่องขุมพลัง แต่ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ โรงงานที่มิวนิกจะเปลี่ยนไปผลิตรถไฟฟ้า 100% เท่านั้นภายในปี 2027  ถ้า BMW ตัดสินใจทำ 3 Series Touring (G51) รุ่นเครื่องยนต์สันดาปหรือไฮบริด รถรุ่นนี้ จะไม่ถูกผลิตที่มิวนิก มีความเป็นไปได้ว่ารุ่นน้ำมันอาจจะย้ายไปผลิตที่โรงงาน Dingolfing แทน (ซึ่งปัจจุบันก็ผลิต Series 5 และ Series 7 อยู่แล้ว) ส่วนไทม์ไลน์การเปิดตัว i3 Sedan (NA0) เริ่มผลิต สิงหาคม 2026 (พ.ศ. 2569) i3 Touring (NA1) คาดว่าจะเริ่มตามมาในช่วง ครึ่งหลังของปี 2027 (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป 

การที่ BMW ยืนยันผลิต i3 Touring ที่มิวนิก ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเทคโนโลยีการผลิตสูงที่สุดของ BMW Group ตอนนี้ (เพิ่งลงทุนอัปเกรดไปกว่า 650 ล้านยูโร) แสดงให้เห็นว่า BMW ตั้งใจให้รถรุ่นนี้เป็นหัวหอกในตลาดรถครอบครัวยุคใหม่ ด้วยสถาปัตยกรรม 800V  มาในร่างของรถ Wagon ที่ BMW เชี่ยวชาญ น่าจะเป็นรถที่ขับสนุกและใช้งานได้จริงมากกกว่าเดิม  นอกจากเรื่องรุ่นรถแล้ว  Peter Weber ผู้อำนวยการโรงงาน BMW ในมิวนิก ยังได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "เบื้องหลัง" การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกด้วย  

...

ไทม์ไลน์การผลิต (อัปเดตล่าสุด เมษายน 2569)|
แม้ BMW จะยังไม่ได้ประกาศวันที่แน่นอนของรุ่น Wagon แต่จากการวิเคราะห์ลำดับการผลิตที่โรงงานมิวนิก มีแผนผังดังนี้ 

i3 Sedan (NA0) เริ่มผลิตจริงใน สิงหาคม 2569 นี้แล้ว (ตอนนี้เริ่มผลิตรุ่น Pre-series เพื่อทดสอบระบบไปตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา)

i3 Touring (NA1) คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตใน ช่วงครึ่งหลังของปี 2027 (พ.ศ. 2570) เป็นอย่างน้อยครับ เนื่องจากต้องรอให้รุ่น Sedan นิ่งก่อน และต้องจัดการปรับปรุงโรงงานในส่วนที่เหลือ

มิวนิกจะกลายเป็น "เมืองหลวงแห่ง EV" ของ BMW
Peter Weber ยืนยันว่า i3 ทั้งสองตัวถังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะโรงงานมิวนิก (ซึ่งเก่าแก่ที่สุดของแบรนด์) กำลังถูกเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ 

EV Only by 2027 ตั้งแต่สิ้นปี 2027 เป็นต้นไป โรงงานนี้จะ หยุดผลิตรถเครื่องยนต์สันดาป 100% (ปิดตำนาน 75 ปีของการผลิตรถน้ำมันที่นี่)

Cost Reduction การเปลี่ยนมาผลิตรถบนแพลตฟอร์ม Neue Klasse จะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 10% เมื่อเทียบกับรถรุ่นปัจจุบัน

More Models to Come นอกจาก i3 แล้ว ยังจะมีรถในตระกูล Neue Klasse รุ่นอื่นๆ ตามมาผลิตที่นี่อีก ซึ่งคาดว่าจะเป็นรถในกลุ่ม Compact ที่เน้นความคล่องตัว

แล้ว iX3 ไปไหน?
หลายคนสงสัยว่าทำไม iX3 ไม่ผลิตที่นี่? คำตอบคือ iX3 รุ่นใหม่ (NA5) ถูกย้ายไปผลิตที่โรงงานแห่งใหม่ใน เดเบรเซน (Debrecen) ประเทศฮังการีแทน  เพื่อกระจายกำลังการผลิตให้ครอบคลุมทั่วยุโรป

สรุปภาพรวมสำหรับแฟน BMW ถ้าคุณรอ i3 Touring (ตัวไฟฟ้า) อาจจะต้องเผื่อใจรอไปถึงปลายปีหน้าหรือต้นปี 2028 กว่าจะได้เห็นตัวจริงในไทย ช้าหน่อย แต่มันจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Gen6 Battery ที่ชาร์จเร็วขึ้นและวิ่งได้ไกลขึ้นกว่ารุ่นปัจจุบัน 

...

 

เทคโนโลยีและแผนการผลิตของ BMW ในช่วงปี 2026-2028 นี้ถือว่าเข้มข้นมาก  โดยเฉพาะการวางหมากกระจายฐานการผลิตไปทั่วโลกเพื่อให้รับกับแพลตฟอร์ม Neue Klasse 

ใครผลิตที่ไหน? (ฉบับอัปเดต 2026-2028)
BMW กำลังจัดระเบียบโรงงานใหม่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 
มิวนิก (เยอรมนี) เป็น "บ้านหลัก" ของตระกูล i3 Sedan (NA0) และ i3 Touring (NA1) รวมถึงรุ่นอื่นๆ ในอนาคตที่เน้นความสปอร์ตและกะทัดรัด

เดเบรเซน (ฮังการี) เน้นรถตระกูล SUV เป็นหลัก ทั้ง iX3 (NA5) และคาดว่าจะเป็นฐานของ iX4 (NA7) รุ่นใหม่ที่เป็นทรงคูเป้ด้วย เพราะใช้พื้นฐานร่วมกันได้ง่ายที่สุดครับ

ซาน ลุยส์ โปโตซี (เม็กซิโก) จะเริ่มผลิต iX3 ในปี 2027 และ i3 Sedan ในปี 2028 เพื่อป้อนตลาดอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ (เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีในสหรัฐฯ)

ข่าวลือเรื่อง i4 Coupe (NA2)

นี่คือสิ่งที่สาย "Bimmer" ตัวจริงกำลังจับตาดูครับ มีกระแสข่าวว่า BMW อาจจะชุบชีวิต 2-Door Coupe (2 ประตู) ในร่างไฟฟ้าภายใต้รหัส i4 (NA2) และโรงงานมิวนิกก็เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะได้รับหน้าที่นี้ เพราะเชี่ยวชาญการผลิตรถสปอร์ตขนาดคอมแพ็คอยู่แล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่การที่ CEO บอกว่าจะมีรุ่นอื่นตามมาที่มิวนิกอีก ก็ทำให้ข่าวลือนี้ดูมีน้ำหนักมากขึ้น 

เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Gen6 (ทรงกระบอก) สิ่งที่จะมาพร้อมกับรถเหล่านี้คือแบตเตอรี่แบบใหม่ (Cylindrical Cells) ที่เลิกใช้ทรงเหลี่ยมแบบเดิม แบตฯใหม่ ความหนาแน่นพลังงานสูงขึ้น 20% ระยะทางวิ่งไกลขึ้น 30% (i3 อาจวิ่งได้ถึง 900 กม. อย่างที่เคยเกริ่นไว้) ลดมลพิษในการผลิตลง 60% และโรงงานที่มิวนิก (Munich) ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี กำลังจะกลายเป็นอาณาจักรไฟฟ้า 100% ภายในสิ้นปี 2027 (พ.ศ. 2570) เพื่อต้อนรับยุค Neue Klasse อย่างเต็มตัว ดังนั้น รถที่ยังมีเครื่องยนต์สันดาป (ICE) จะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น ซึ่งข้อมูลล่าสุดในปี 2026 นี้ BMW Goup ยืนยันแผนการดังนี้ 

ฐานทัพใหม่ที่ Dingolfing 
BMW ยืนยันแล้วว่า 3 Series โฉมใหม่ (G50) รุ่นเครื่องยนต์น้ำมันและไฮบริด จะย้ายสายการผลิตไปอยู่ที่โรงงาน Dingolfing แทนครับ โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตในช่วง พฤศจิกายน 2569 (2026) นี้ ซึ่งโรงงานนี้ปัจจุบันก็รับหน้าที่ผลิต Series 5 และ Series 7 อยู่แล้ว จึงมีความพร้อมสูงสุดในการรองรับรถขนาดใหญ่น้ำหนักเยอะ สิ่งที่น่าสนใจคือ G50/G51 (น้ำมัน) จะมีงานดีไซน์ภายนอกที่ถอดแบบมาจาก i3 (ไฟฟ้า) แทบจะ 100% ครับ เพื่อให้แบรนด์ดูเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ไส้ในจะต่างกันโดยสิ้นเชิง i3 (NA0/NA1) ใช้แพลตฟอร์มใหม่เอี่ยม Neue Klasse  3 Series (G50/G51) ยังคงใช้แพลตฟอร์ม CLAR รุ่นปรับปรุงใหม่ เพื่อให้สามารถวางเครื่องยนต์ B48 และ B58 (6 สูบเรียง) ได้เหมือนเดิม

สำหรับโรงงานที่ เรเกนสบวร์ก (Regensburg) แม้ว่าทาง BMW จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจากภาพหลุดทดสอบ (Spy shots) และทิศทางของบริษัทในช่วงต้นปี 2026 นี้ ทำให้เราเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นมาก 

iX1 เจนใหม่ (NB5) จะข้ามรุ่น
มีรายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่า BMW จะ ไม่ทำรุ่นปรับโฉม (LCI) ให้กับ iX1 โฉมปัจจุบัน แต่จะกระโดดข้ามไปสู่เจนเนอเรชั่นที่ 2 ภายใต้รหัส NB5 ทันที  โดยมีกำหนดการผลิตที่เรเกนสบวร์กในช่วง พฤศจิกายน 2027 (พ.ศ. 2570)

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของน้องเล็ก  
จากภาพหลุดที่เจอในการทดสอบช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา iX1 ใหม่จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากขับหน้าเป็นขับหลัง  แพลตฟอร์ม Neue Klasse ถูกออกแบบมาให้เป็นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) หรือขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) เท่านั้น ดังนั้น iX1 ใหม่จะเลิกใช้ระบบขับหน้าแบบเดิม ซึ่งจะช่วยให้ฟีลลิ่งการขับขี่สปอร์ตขึ้นมาก

ชาร์จไวระดับ 400 kW จากเดิมที่ชาร์จได้เพียง 130 kW รุ่นใหม่นี้จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 300-400 kW (สถาปัตยกรรม 800V) ซึ่งจะทำให้ iX1 กลายเป็นรถที่ชาร์จเร็วที่สุดในกลุ่ม Entry-level EV  เทคโนโลยีภายใน จะไม่มีมาตรวัดหลังพวงมาลัยแบบเดิม แต่จะใช้ระบบ BMW Panoramic Vision ที่ยิงข้อมูลขึ้นบนกระจกบานหน้าตลอดแนว แทนที่ของเดิมทั้งหมด

ชะตากรรมของ X1 รุ่นน้ำมัน
ในขณะที่ iX1 จะข้ามไปเป็น Neue Klasse ทันที แต่สำหรับ X1 รุ่นเครื่องยนต์สันดาป (U11) จะยังคงทำตลาดต่อไปและได้รับรุ่นปรับโฉม (Facelift) ในช่วงกลางปี 2027 เพื่อปรับดีไซน์ให้ดูทันสมัยใกล้เคียงกับรุ่นไฟฟ้า แต่ไส้ในยังคงเป็นเทคโนโลยีเดิม มีการคาดการณ์ว่า iX2 รุ่นถัดไป ก็น่าจะใช้โรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตหลักเช่นกัน เพราะปัจจุบัน เรเกนสบวร์ก คือโรงงานที่รับผิดชอบรถในตระกูล X1 และ X2 อยู่แล้ว การปรับปรุงสายการผลิตเพื่อรองรับแพลตฟอร์มใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถ Crossover ขนาดเล็กที่เหมาะสม.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/