วันที่ 3 มกราคม กองกำลังอเมริกันได้ทำการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ในปฏิบัติการทางทหารที่มีความสำคัญ ภารกิจนี้ดำเนินการโดยหน่วยเดลต้าฟอร์ซของกองทัพบกสหรัฐ และได้รับการสนับสนุนจากกำลังทางอากาศอย่างเข้มข้น
พลอากาศเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม กล่าวว่า เครื่องบินกว่า 150 ลำ—รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินสอดแนม เครื่องบินลาดตระเวน และเฮลิคอปเตอร์—สนับสนุน “ปฏิบัติการ Absolute Resolve” ซึ่งเป็นชื่อภารกิจนี้
เครื่องบินรบที่เข้าร่วมปฏิบัติการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ได้แก่

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer

...
เครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor

เครื่องบินขับไล่ F-35 Lighting II

เครื่องบินขับไล่/โจมตี F/A-18 Super Hornet

เครื่องบินปฏิบัติการทางอิเล็กทรอนิกส์ EA-18 Growler

เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า E-2 Hawkeye
เครื่องบินข่าวกรอง เครื่องบินสอดแนม และเครื่องบินลาดตระเวนต่างๆ; และโดรนสงคราม


...
เฮลิคอปเตอร์จากกองบินปฏิบัติการพิเศษที่ 160 ของกองทัพบก ได้ลงจอดยังบริเวณจุดที่มาดูโรอยู่ “ขณะที่หน่วยทหารของสหรัฐฯ เคลื่อนเข้าใกล้กรุงการากัส กองกำลังทางอากาศร่วมปฏิบัติการทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวเนซุเอลา โดยใช้อาวุธนำวิถีระยะไกลแบบอากาศสู่พื้น ยิงเข้าใส่หน่วยป้องกันภัยทางอากาศของเวเนซุเอลาจนพังเสียหาย หลังจากนั้น เฮลิคอปเตอร์พร้อมหน่วยรบพิเศษเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายเพื่อทำการจับกุม” เคนกล่าวกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ รัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ ที่บ้านพักมารา-ลาโกของประธานาธิบดีในฟลอริดา
“เป้าหมายของกองกำลังทางอากาศของอเมริกันในการโจมตีเวเนซุเอลา ก็คือ การทำลายอาวุธต่อต้านเฮลิคอปเตอร์และกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ เพื่อเข้าสู่เป้าหมาย ปฏิบัติการ และกลับบ้านอย่างปลอดภัย” เคนกล่าวเสริม
กองบัญชาการอวกาศสหรัฐฯ กองบัญชาการไซเบอร์สหรัฐฯ และหน่วยงานข่าวกรองต่างๆ รวมถึงซีไอเอ เอ็นเอสเอ และสำนักงานข่าวกรองทางภูมิศาสตร์แห่งชาติ เข้าร่วมในปฏิบัติการนี้ รวมถึงการตัดกระแสไฟฟ้าในเมืองหลวงของเวเนซุเอลา
เคนกล่าวว่า กองกำลังแทรกซึมโดยเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ได้บินเข้าไปในเวเนซุเอลาที่ระดับความสูง 100 ฟุตเหนือผิวน้ำ โดยถึงที่พักของมาดูโรในเวลา 1:01 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก
กองกำลังสหรัฐฯ ถูกระดมยิง โดยเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ลำหนึ่งถูกยิงเสียหาย แต่ยังคงบินปฏิบัติภารกิจสำเร็จ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บเล็กแต่ไม่มีผู้เสียชีวิต
เวลา 3:29 น. ตามเวลาตะวันออก มาดูโรและภรรยาถูกนำตัวขึ้นเรือยกพลขึ้นบก USS Iwo Jima ไปยังสหรัฐฯ เพื่อดำเนินคดี เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าว สภาพอากาศเลวร้ายทำให้ปฏิบัติการล่าช้าไปหลายวัน แต่คืนวันที่ 3 มกราคม สภาพอากาศดีขึ้น ทำให้ปฏิบัติการประสบความสำเร็จ นายเคนกล่าว
...
บทบาทของกำลังทางอากาศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของปฏิบัติการ มาร์ค มอนต์โกเมอรี อดีตพลเรือตรีแห่งกองทัพเรือและนักวิจัยอาวุโสของมูลนิธิเพื่อการปกป้องประชาธิปไตย กล่าวว่า “การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารมีจุดประสงค์สองประการ คือ เพื่อสร้างพื้นที่ให้หน่วยรบพิเศษดำเนินการจับกุม และเพื่อส่งสัญญาณไปยังกองทัพเวเนซุเอลาว่า ‘นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่คุณต้องการเข้าร่วม’”
การจับกุมมาดูโรในคืนเดือนมืด สร้างสุญญากาศทางอำนาจในเวเนซุเอลา ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสมไปสู่ผู้นำเวเนซุเอลาคนใหม่


...

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer
เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer (บี-1บี แลนเซอร์) หรือที่รู้จักในชื่อ "The Bone" เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ความเร็วเหนือเสียง (Supersonic Bomber) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ออกแบบมาเพื่อแทนที่ B-52 มีปีกที่ปรับมุมได้ (Variable-sweep wing) ทำให้บินเร็วและบินต่ำได้ดี มีขนาดเล็กกว่า B-52 แต่บรรทุกอาวุธได้มากกว่า และสามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย ตั้งแต่การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในอดีต ปัจจุบันเน้นการโจมตีแบบธรรมดาด้วยอาวุธนำวิถีและอาวุธทั่วไป.
คุณสมบัติเด่น:
ความเร็ว: ทำความเร็วได้เกิน Mach 1 (เร็วกว่าเสียง).
ปีกแบบปีกพับ: ปีกสามารถกางออกได้กว้างสำหรับการบินขึ้นลง และพับลู่ไปด้านหลังเพื่อความเร็วสูง.
การบรรทุก: บรรทุกอาวุธกว่า 34 ตัน เช่น ระเบิดนำวิถี JDAM, ขีปนาวุธร่อน (Cruise Missiles).
ลดการตรวจจับ : มีคุณสมบัติ Stealthed (ล่องหน) ในระดับหนึ่ง ลดการสะท้อนเรดาร์ลงอย่างมาก.
ลูกเรือ: 4 นาย (ผู้บังคับเครื่อง, นักบินผู้ช่วย, เจ้าหน้าที่ระบบการรบ 2 นาย).
ประวัติและการใช้งาน:
เริ่มประจำการ: ปี 1986.
บทบาท: เดิมออกแบบมาสำหรับสงครามนิวเคลียร์ แต่ต่อมาถูกปรับเปลี่ยนมาเน้นภารกิจแบบธรรมดา (Conventional Missions).
การปฏิบัติการ: มีบทบาทสำคัญในสงครามหลายครั้ง เช่น ปฏิบัติการในอิรักและอัฟกานิสถาน โดยทิ้งระเบิดได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง.
สถานะปัจจุบัน:
ยังคงประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) โดยมี Boeing เป็นผู้ดูแลการปรับปรุงให้ทันสมัย.
คาดว่าจะประจำการไปจนถึงปี 2040 และได้รับมอบหมายภารกิจลาดตระเวนและแสดงตนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก



เครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor (Lockheed Martin F-22 Raptor)
เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ล่องหน (Stealth) สองเครื่องยนต์ ความเร็วเหนือเสียง สร้างโดยสหรัฐฯ ออกแบบมาเพื่อครองอากาศ (Air Superiority) แต่ก็มีความสามารถโจมตีภาคพื้นดิน ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และหาข่าวกรอง สหรัฐฯ ไม่ขายให้ประเทศอื่น AF.mil.
คุณสมบัติ
Stealth: การออกแบบให้มีรูปทรงและวัสดุพิเศษ ทำให้เรดาร์ตรวจจับได้ยากมาก.
Supercruise: บินด้วยความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องใช้สันดาปท้าย (Afterburner) ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงและเพิ่มระยะปฏิบัติการ.
ความคล่องตัวสูง: เครื่องยนต์มีระบบควบคุมทิศทางแรงขับ (Thrust Vectoring) ทำให้มีความคล่องตัวสูงมาก.
Avionics และเครือข่าย: มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยมาก ช่วยเพิ่มความตระหนักรู้ในสถานการณ์รบ (Situational Awareness).
บทบาทและภารกิจ
ครองอากาศ: ภารกิจหลักคือการทำลายเครื่องบินรบของศัตรูในอากาศ.
โจมตีภาคพื้นดิน: สามารถติดตั้งอาวุธโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินได้.
ข้อมูลเพิ่มเติม:
ผู้ผลิต: Lockheed Martin เป็นผู้สร้างหลัก โดยมี Boeing เป็นพันธมิตร.
ผู้ใช้งานหลัก: กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) เท่านั้น.
สถานะ: เข้าประจำการตั้งแต่ปี 2005 และยังคงเป็นเครื่องบินรบที่ล้ำสมัย แม้จะเผชิญกับเทคโนโลยีใหม่ๆ.
อาวุธหลัก (ติดตั้งภายใน):
ปืนใหญ่ M61A2 Vulcan 20 มม..
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ AIM-9 Sidewinder (อินฟราเรด) และ AIM-120 AMRAAM (เรดาร์).
ระเบิดนำวิถี GBU-32 JDAM (สำหรับโจมตีภาคพื้นดิน).



เครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II
เครื่องบินขับไล่โจมตียุคที่ 5 ล่องหน (Stealth) อเนกประสงค์จากสหรัฐฯ พัฒนาโดย Lockheed Martin, Northrop Grumman และ BAE Systems, มี 3 รุ่นหลัก: F-35A (ขึ้นลงปกติ), F-35B (ขึ้นลงระยะสั้น-แนวดิ่ง), และ F-35C (สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน) จุดเด่นคือการผสมผสานเทคโนโลยีล่องหน, เซ็นเซอร์ขั้นสูง, และความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อปฏิบัติภารกิจหลากหลาย เช่น โจมตีทางอากาศ, ปราบปรามการป้องกันภัยทางอากาศ, และลาดตระเวน.
คุณสมบัติหลัก
เทคโนโลยีล่องหน (Stealth): ออกแบบมาเพื่อหลบเลี่ยงเรดาร์ ทำให้เข้าสู่พื้นที่ศัตรูได้ยาก.
อเนกประสงค์: ทำภารกิจได้หลากหลาย ทั้งอากาศสู่อากาศ, อากาศสู่พื้น, สงครามอิเล็กทรอนิกส์.
เซ็นเซอร์ขั้นสูง: ระบบศูนย์เล็งยิงติดหมวกนักบิน และเซ็นเซอร์ที่ฝังในเครื่อง ช่วยเพิ่มการรับรู้สถานการณ์และการโจมตีเป้าหมาย.
เชื่อมโยงข้อมูล: สามารถแบ่งปันข้อมูลกับเครื่องบินและระบบอื่น ๆ ในเครือข่าย.
รุ่นย่อย
F-35A (CTOL): สำหรับกองทัพอากาศ (Conventional Take-Off and Landing) ขึ้นลงปกติ.
F-35B (STOVL): สำหรับหน่วยนาวิกโยธินและกองทัพเรือ ขึ้นลงระยะสั้นและแนวดิ่ง (Short Take-Off and Vertical Landing).
F-35C (CV): สำหรับกองทัพเรือ (Carrier Variant) มีปีกใหญ่ขึ้นและเสริมความแข็งแรงสำหรับใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน.
เพื่อรักษาคุณสมบัติการพรางตัว เครื่องบิน F-35 จึงมีช่องเก็บอาวุธภายในลำตัวเพียงสองช่อง แต่ละช่อง มีสถานีอาวุธสองสถานี สถานีอาวุธด้านนอกสองสถานีสามารถบรรทุกอาวุธได้สูงสุด 2,500 ปอนด์ (1,100 กิโลกรัม) หรือ 1,500 ปอนด์ (680 กิโลกรัม) สำหรับ F-35B ในขณะที่สถานีอาวุธด้านในสองสถานีบรรทุกขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ อาวุธอากาศสู่พื้นสำหรับสถานีด้านนอก ได้แก่ระเบิด (JDAM), ระเบิดตระกูล Paveway , อาวุธโจมตีระยะไกลร่วม (JSOW) กระสุนคลัสเตอร์ สามารถบรรทุกอาวุธโจมตีหลายชนิด เช่น ระเบิดขนาดเล็ก GBU-39 (SDB), GBU-53/B StormBreakerและ SPEAR 3
เครื่องบิน F-35A ได้รับการรับรองให้บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ B61 Mod 12 ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 รวมถึงขีปนาวุธ AIM-120 AMRAAM และในอนาคตจะดัดแปลงให้สามารถบรรทุกขีปนาวุธ AIM-260 JATM



เครื่องบินขับไล่/โจมตี F/A-18 Super Hornet
เครื่องบินขับไล่/โจมตี F/A-18 Super Hornet คือเครื่องบินรบอเนกประสงค์รุ่นปรับปรุงจาก F/A-18 Hornet ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น บรรทุกอาวุธได้มากขึ้น พิสัยบินไกลขึ้น และมีระบบอิเล็กทรอนicsล้ำหน้ากว่า เป็นเครื่องบินหลักของกองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน และมีความสามารถหลากหลายทั้งการรบทางอากาศ การโจมตีภาคพื้นดิน และภารกิจอื่นๆ โดยมีรุ่นที่นั่งเดียว (E) และสองที่นั่ง (F) พร้อมระบบ Block III ที่พัฒนาขึ้นเพื่อความพร้อมใช้งานและประสิทธิภาพในระยะยาว.
คุณสมบัติและบทบาทสำคัญ
พหุภารกิจ (Multi-role): สามารถทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องบินขับไล่ (Fighter) และเครื่องบินโจมตี (Attack) ได้ในเครื่องเดียว.
ปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน: ออกแบบมาเพื่อใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน ทำให้เป็นกำลังหลักของกองบินนาวีสหรัฐฯ.
ความสามารถในการรบ: สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย เช่น สกัดกั้นทางอากาศ, โจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน, สนับสนุนทางอากาศประชิด (CAS), ปราบปรามการป้องกันทางอากาศของข้าศึก (SEAD).
ความทนทานและคล่องตัว: มีระบบควบคุมการบินแบบ Fly-by-wire ที่ทันสมัย และมีความคล่องตัวสูงแม้ในความเร็วสูง.
รุ่น Block III: เป็นรุ่นล่าสุดที่ได้รับการอัปเกรดโครงสร้างและระบบเพื่อยืดอายุการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถทำงานร่วมกับเครื่องบินรุ่นใหม่ไปอีกหลายทศวรรษ.
รุ่นหลัก
F/A-18E: รุ่นที่นั่งเดียว.
F/A-18F: รุ่นสองที่นั่ง.
EA-18G Growler: รุ่นปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) ที่พัฒนาต่อยอดมา.
ประเภทอาวุธหลัก:
อาวุธอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air):
AIM-9 Sidewinder
AIM-7 Sparrow
AIM-120 AMRAAM (ขีปนาวุธนำวิถีด้วยเรดาร์)
อาวุธอากาศสู่พื้น/สู่เป้าหมายผิวน้ำ (Air-to-Ground/Surface):
ขีปนาวุธต่อต้านเรือ Harpoon
ขีปนาวุธโจมตีพื้นผิว SLAM/SLAM-ER
ขีปนาวุธโจมตีระยะไกลร่วม (JASSM)
ระเบิดนำวิถีด้วย GPS/เฉื่อย (JDAM)
ระเบิด Joint Stand-Off Weapon (JSOW)
ระเบิดแบบตกอิสระ (เช่น Mk-82, Mk-84)
ปืนกล Gatling M61A2 Vulcan ขนาด 20 มม.
อาวุธที่ใช้ในระบบเครือข่าย (Network-Centric Warfare):
SM-6: สามารถบรรทุกเพื่อใช้ประโยชน์จากระบบ Naval Integrated Fire Control-Counter Air (NIFC-CA) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยรับข้อมูลเป้าหมายจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น F-35 หรือ E-2D เพื่อโจมตีเป้าหมายนอกระยะตรวจจับ.
จุดเด่นของระบบอาวุธ:
ความอเนกประสงค์: สามารถกำหนดค่าอาวุธได้อย่างรวดเร็วสำหรับภารกิจขับไล่หรือโจมตี.
สถานีอาวุธ: มีสถานีอาวุธ 11 จุด และสถานีเสริมใต้ปีก รวม 13 จุด สำหรับการบรรทุกอาวุธและถังเชื้อเพลิงสำรอง.
ระบบควบคุมและเซ็นเซอร์: ใช้ระบบ Joint Helmet-Mounted Cueing System (JHMCS) และเซ็นเซอร์ AN/ASQ-228 FLIR เพื่อการเล็งเป้าหมายที่แม่นยำ



เครื่องบินปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-18 Growler
เครื่องบิน EA-18G Growler คือเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Attack - EA) ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ พัฒนาจาก F/A-18F Super Hornet ทำหน้าที่สำคัญในการ สกัดกั้นและทำลายระบบเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก (SEAD) โดยใช้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น กระเปาะแจมมิ่ง ALQ-99 (และ AN/ALQ-249 ในอนาคต) และขีปนาวุธ AGM-88 HARM เพื่อทำให้ศัตรูตาบอดและหูหนวกในสนามรบ แม้จะมีภารกิจหลักคือการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็มีความสามารถในการโจมตีทางอากาศและป้องกันตนเองได้ด้วยขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ เช่น AIM-120.
คุณสมบัติหลัก:
บทบาท: โจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ (EA), ปราบปรามระบบป้องกันภัยทางอากาศข้าศึก (SEAD).
พื้นฐาน: พัฒนาจากเครื่องบินขับไล่โจมตี F/A-18F Super Hornet.
ลูกเรือ: 2 นาย (นักบิน + เจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์).
ความสามารถ: ใช้ระบบ AN/ALQ-218 (รับสัญญาณ) และ AN/ALQ-99 (แจมมิ่ง) หรือรุ่นใหม่กว่า, ติดตั้งขีปนาวุธ AGM-88 (HARM/AARGM) และ AIM-120 (AMRAAM).
ลักษณะเด่น: ไม่มีปืนกลเหมือน Super Hornet แต่มีพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์สงครามอิเล็กทรอนิกส์.
ผู้ใช้หลัก: กองทัพเรือสหรัฐฯ และกองทัพอากาศออสเตรเลีย.
ภารกิจและประสิทธิภาพ:
ทำหน้าที่เป็น "ผู้ปิดตาและหูหนวก" ให้แก่กองกำลังโจมตีหลัก โดยการรบกวนและทำลายระบบเรดาร์ของศัตรู.
มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการทางทหารหลายครั้ง เช่น สงครามกลางเมืองลิเบีย และการปะทะในทะเลแดง.
ประสบความสำเร็จในการยิงสังหารทางอากาศเป็นครั้งแรกด้วยขีปนาวุธ AGM-88E ต่อเฮลิคอปเตอร์ Mi-24 Hind ของกลุ่มฮูตี.
สรุป : EA-18G Growler คือเครื่องบินรบอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ที่ขาดไม่ได้สำหรับกองทัพเรือ โดยเฉพาะการปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ด้วยความสามารถในการสกัดกั้นทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เหนือชั้น ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง.



เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า E-2 Hawkeye
เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า E-2 Hawkeye (อี-2 ฮอว์คอาย) คือเครื่องบินรบพิเศษของกองทัพเรือสหรัฐฯ (และประเทศพันธมิตร) มีจานโดมขนาดใหญ่ด้านบนลำตัว ทำหน้าที่เป็น "ดวงตา" ของกองเรือ ใช้ระบบเรดาร์ที่ทันสมัยเพื่อตรวจจับภัยคุกคามทางอากาศและทางทะเลจากระยะไกล ให้ข้อมูลสำคัญแก่เครื่องบินรบอื่นๆ เพื่อวางแผนการรบ และประสานงานการปฏิบัติการทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแกนหลักในการป้องกันกองเรือบรรทุกเครื่องบินมานานหลายทสวรรษ โดยเฉพาะรุ่นใหม่ E-2D Advanced Hawkeye ที่มีความสามารถในการตรวจจับเป้าหมายล่องหน (Stealth) ได้ดีขึ้น.
หน้าที่หลัก:
เตือนภัยล่วงหน้า (AEW&C): ตรวจจับภัยคุกคามทางอากาศ เช่น เครื่องบินข้าศึก ขีปนาวุธ ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่เครื่องบินรบของเราจะเห็น.
ควบคุมและสั่งการ (Command & Control): ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการทางอากาศ ช่วยสั่งการและควบคุมการโจมตีทางอากาศให้แม่นยำ.
การรับรู้สถานการณ์ (Situational Awareness): ให้ข้อมูลครบวงจรเกี่ยวกับสนามรบแก่ผู้บังคับบัญชาและเครื่องบินรบอื่นๆ.
สนับสนุนภารกิจ: ช่วยในการลาดตระเวน ค้นหาและกู้ภัย (SAR) และเป็นสถานีทวนสัญญาณสื่อสาร.
ลักษณะเด่น:
จานโดม (Rotodome): บรรจุเรดาร์ AN/APY-9 ที่ทรงพลัง ทำให้ตรวจจับเป้าหมายได้ทั้งกลางวันกลางคืน ทุกสภาพอากาศ.
ปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบิน: ออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน.
ความสามารถขั้นสูง (E-2D): รุ่นใหม่สุดสามารถตรวจจับเครื่องบินสเตลธ์ได้ดีขึ้น และทำงานร่วมกับเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ ได้อย่างราบรื่น.
การใช้งาน:
ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) และกองทัพอากาศของประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น อียิปต์ ฝรั่งเศส.
ปรากฏตัวในภาพยนตร์อย่าง Top Gun: Maverick ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/