“โสภณ” เปิดสัมมนา รัฐสภาไทย ขอ สส.ทำงานสามัคคีออกกฎหมายเร็ว แข่งฝ่ายบริหาร ก้าวข้ามความขัดแย้ง เตรียมออกแบบฟอร์มรับปัญหาร้องเรียนจาก สส.  ลดขั้นตอนหารืออภิปราย เล็งใช้งบปี 69 แนวใหม่เน้นแก้ปัญหาประชาชน  

   

วันที่ 31 มี.ค.2569 เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้ง โดยมีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมโครงการสัมมนาดังกล่าว 


ทั้งนี้ นายโสภณ กล่าวในหัวข้อ “เรื่องเล่าของรัฐสภาไทย” ใจความตอนหนึ่งว่า ตนเองอยากเห็นสภานิติบัญญัติแห่งนี้เป็นสถาบันที่ประชาชนให้ความศรัทธาและเป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องยากเพราะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งทำสำเร็จได้ แต่ต้องอาศัยความสามัคคีของสมาชิก ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือสมาชิกจะต้องไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่ไว้กับประชาชน ปฏิบัติหน้าที่สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ ซึ่งสมาชิกทั้ง 500 ท่านไม่ว่าจะมีปราศรัยเก่งหรือบุคลิกอย่างไร จะต้องเอาประสบการณ์ที่ตนเองมีและเอาเรื่องราวที่ประกาศมาหลอมรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันผลักดันให้ประเทศนี้ผ่านวิกฤตในขณะนี้ไปได้ และยืนยันว่าตนเองอยู่ในการเมืองมา 25 ปี เห็นวิวัฒนาการของรัฐสภา มีหลายเรื่องที่ถูกตำหนิและทำให้ขาดความศรัทธาจากประชาชน  และยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ผลักดันตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งใน 3 สถาบันทั้งนิติบัญญัติ ตุลาการ และฝ่ายบริหารนั้น นิติบัญญัติช้าอยู่ฝ่ายเดียว ตนจึงอยากเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม 

...


“คำวิพากษ์วิจารณ์ผมพร้อมรับหมด เพื่อนำไปปรับปรุง เรามีสถานที่โอ่อ่าใหญ่โตสมเกียรติ แต่ตัวสมาชิกจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้เห็นการกระทำว่า ผู้แทนปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่” นายโสภณ กล่าว


นายโสภณ ยังกล่าวต่ออีกว่า การขับเคลื่อนประเทศไม่ได้หวังเพียงแค่ฝ่ายค้าน เพราะในสภาที่โลกกำลังเกิดวิกฤตหลายเรื่อง สภาจะต้องสร้างเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปแก้ไขวิกฤตตั้งแต่ให้คำปรึกษาการหารือ การตั้งกระทู้ การเสนอญัตติจนถึงการออกกฎหมาย  ซึ่งมีส่วนน้อยมากที่ออกมาจากสภา เพราะยังไม่สามารถก้าวข้ามฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้  และยังยืนยันว่าส่วนตัวกับรองประธานคนที่หนึ่งและคนที่สองจะทำงานอย่างสามัคคี เพื่อเป็นตัวอย่างในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ  ซึ่งในวิกฤตโลกความขัดแย้งในครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย จึงอยากฝากไปยังประชาชนว่า ต้องอยู่ในโลกความเป็นจริง เข้าใจว่ามีฝ่าย มีกองเชียร์ มีพรรคการเมือง แต่จะต้องสร้างสังคมแห่งความรัก คือให้อภัยแม้จะถูกใจหรือไม่ ทั้งนี้ หมดยุคฮีโร่หรืออัศวินขี่ม้าขาวแล้ว แต่ทุกคนจะต้องมาร่วมมือกัน 


นายโสภณ  ยังหวังว่า สมาชิกใหม่จะมาสร้างสีสันและสร้างความเข้มแข็งให้กับสภาชุดนี้ ซึ่งจากการทำงานของตนเองตั้งแต่ได้รับตำแหน่ง มีแนวคิดว่า อยากมีการเพิ่มช่องทาง การทำงานช่วยเหลือประชาชน โดยจะจัดทำเป็นแบบฟอร์มให้ประหยัดเวลาในการพูดของสมาชิกในการอภิปราย  ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการประหยัดเวลาในช่วงหารือ นอกจากนี้อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการยื่นญัตติที่มีมาทุกสมัย โดยญัตติเก่าที่ยังคงมีปัญหา อยากให้มีการนำข้อมูลเก่ามาเสริมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งหากจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ หรือกรรมาธิการสามัญ ก็อยากให้ใช้ข้อมูลตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาเริ่มต้นใหม่ และขอความร่วมมือทุกพรรคการเมืองถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว จำเป็นจะต้องทวนกระแสสังคมในขณะนี้ที่มีการตรวจสอบจากสื่อ ดังนั้นจะต้องไม่ตามกระแส เพื่อที่จะสร้างศรัทธาให้กับสถาบันของเรา ทั้งนี้ ตนเองได้มีการตรวจสอบงบประมาณที่เหลือจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยจะนำงบไปใช้ในแนวทางใหม่ ซึ่งหากทุกคนอยากเห็นประชาธิปไตยขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์จะต้องช่วยกันผลักดันจากภายในออกไปสู่เยาวชน


“ผมขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หากประชาชนต้องการสิ่งใด ก็ขอให้น้อมรับและนำมาแก้ไขปรับปรุง รวมถึงต้องมีการเร่งบูรณาการฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลให้มีการประสานงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างบูรณาการและเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า การบริหารจัดการด้านนิติบัญญัติจำเป็นที่จะต้องอาศัยความสามัคคีและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เพื่อเป็นภาพลักษณ์และแบบอย่างที่ดีของประชาชน” ประธานสภาฯ กล่าว