รัฐบาลจีนใช้กลยุทธ์ใหม่ ทุ่มงบลงทุนในด้านประชากร หวังให้ครัวเรือนหันมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ในการประชุมครั้งสำคัญทางเมืองของจีน หรือ "การประชุมสองสภา" ทางการจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2026 อยู่ที่ 4.5%-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดตั้งเเต่ปี 1991 ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายของจีนได้เปิดเผยกลยุทธ์ใหม่ หวังกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนให้มากขึ้น 

ที่ผ่านมาจีนเคยใช้กลยุทธ์มากมายอย่าง การสร้างที่อยู่อาศัยให้ประชาชน, การสร้างถนน, การสร้างเขตอุตสาหกรรม, การขยายการส่งออกและการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวเเต่กลยุทธ์เหล่านี้ก็ไม่ยั่งยืนเสมอไป ผู้กำหนดนโยบายของจีนจึงวางแผนใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ หรือ Investing in people

คำถามที่ตามมาคือ ผู้นำของจีนจะทำให้ประชาชนยอมใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่ เเล้วการใช้จ่ายภาคครัวเรือนจะกลายเป็นแรงผลักทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่

การลงทุนในด้านประชากร หรือ Investing in people คือนโยบายที่รัฐบาลจีนทุ่มเงินลงทุนสร้างสวัสดิการให้ประชาชน อย่างการขยายศูนย์บริการให้ผู้สูงอายุ, การปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงวัย, การให้เงินสนับสนุนในการดูแลทารก อีกทั้งยังเสนอ แผนการสร้างรายได้ให้ผู้สูงวัยมีเงินใช้หลังเกษียณอายุ ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้ภาคครัวเรือนเเละประชาชนกล้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเพราะรู้สึกว่าพวกเขามีเบาะรองรับในยามเกษียณเเละมีความมั่นใจที่จะสร้างครอบครัว

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาและส่งออกด้านเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เเละเพิ่มกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่นั้นก็ไม่อาจวางใจได้ว่าจะเป็นแรงผลักทางเศรษฐกิจที่มากพอของประเทศจีน เพราะในโลกปัจจุบันที่อุปสงค์หรือความต้องการซื้อสินค้าต่ำลง ทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก จีนจึงต้องปรับตัวเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

...

ภาคครัวเรือนของประเทศจีนมีสัดส่วนในการใช้จ่ายน้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยภาคครัวเรือนของจีนมีการใช้จ่ายคิดเป็น 40% ของ GDP ประเทศจีน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 55% เเละประเทศที่พัฒนาเเล้วจะอยู่ที่ 60% 

ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า รัฐบาลสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้ครัวเรือนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ เเต่ผลลัพธ์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เพราะรัฐบาลจีนได้ทุ่มเงินกว่าหนึ่งพันล้านหยวน ในการสนับสนุนในชาวจีนออกมาท่องเที่ยว ซึ่งนั่นก็ได้ผลในเเง่ที่รายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เเต่เมื่อมาดูข้อมูลรายจ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวแล้วนั้นกลับลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งสามารถชี้ได้ว่าภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด

นี่จึงถือเป็นคำเตือน ให้ผู้นำจีนรีบปรับตัวก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เพราะในอดีตจีนเคยทุ่มเงินอัดฉีดภาคครัวเรือนจำนวนมหาศาลเเต่กลับไม่ได้ผล เเละเหลือไว้เพียงหนี้ก้อนโตที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

นักวิจัยด้านเศรษฐกิจชี้ว่า รัฐบาลจีนต้องเร่งวางแผนปรับตัว เพื่อให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนกลายมาเป็นเเรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่เเข็งเเรงกว่าการให้เงินสนับสนุนภาคครัวเรือนที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงระยะสั้น

ชาวเน็ตจีนได้ตั้งคำถามบนโลกออนไลน์ถึงเรื่องการลาโดยยังได้รับค่าจ้าง โดยที่ชาวเน็ตคนหนึ่งโพสต์ว่า "การลางานไม่ใช่การพักผ่อนอยู่บ้าน เเต่เป็นการออกไปใช้เงิน" ในขณะที่อีกคนบอกว่า "จีนควรมีการออกกฎบังคับให้ประชาชนทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เเต่ทำเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ก่อน"

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งตั้งคำถามกันเรื่อง การลางานในช่วงการเเต่งงานเเละการมีลูก หนึ่งในนั้นเรียกร้องถึงการลางานขั้นต่ำ 10 วันในช่วงการเเต่งงานของพนักงานทั้งประเทศ เพราะในบางจังหวัดพนักงานลางานได้เพียง 3 วันในช่วงการแต่งงาน ขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่า "การที่ประชาชนจะมีลูกนั้น มีค่าใช้จ่ายที่ตามมาสูงมาก" พวกเขาต้องการงานเเละรายรับที่มั่นคงก่อนจึงจะตัดสินใจเรื่องการมีลูก 

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนของจีนยังคงต่ำอยู่คือ สภาวะการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะ 25% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อหลายปีก่อนนักธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้ครั้งใหญ่ทำ โครงการสร้างอสังหาริมทรัพย์ต้องหยุดชะงักเเละชะลอออกไป ทำให้ในปี 2021 ราคาบ้านในหลายเมืองตกลงอย่างน่าตกใจ

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย เเต่กลายเป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่งของครอบครัวชาวจีน ตามหลักจิตวิทยาเมื่อราคาบ้านเพิ่มสูงขึ้น คนจะรู้สึกมั่งคั่งขึ้นและอยากใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้เมื่อราคาบ้านตกลง คนจะรู้สึกไม่มั่งคั่งเเละไม่กล้าใช้จ่าย อีกทั้งการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังส่งผลให้อัตราการว่างงานของแรงงานในกลุ่มการก่อสร้าง เเละกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในหลาย ๆ เมือง

ความท้าทายอื่น ๆ ที่จีนกำลังเผชิญคือ อัตราการเกิดใหม่ของเด็กทารกลดลงอย่างมาก, อัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่สูงขึ้น เเละอุปสงค์จากภาคครัวเรือนในจีนลดลงอย่างมาก

กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตจากสร้างเมือง โครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เเละอุตสาหกรรมต่าง ๆ มันจึงถึงเวลาที่จีนจะก้าวเข้าสู่เข้าเฟสใหม่ที่เศรษฐกิจของจีนจะเติบโตจากการใช้จ่ายที่มาจากภาคครัวเรือนของจีนเป็นหลัก.


อ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม

ที่มา : BBC