“กรณ์” จี้ “กลต.-ปปง.” ชี้แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้น “BCBG” หนี ขณะที่สิงคโปร์จับ “ผู้บริหาร-อายัดทรัพย์กว่า 4 พันล้านบาท” เอี่ยวกับการปั่นหุ้น-ฟอกเงินในตลาดทุนไทย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีสถาบันการเงินแห่งประเทศสิงคโปร์ (MAS) และสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ (SPF) กวาดล้าง จับกุมเครือข่ายแก๊งฟอกเงินข้ามชาติ โดยมีการจับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 รายของบริษัท Capital Asia Investments (CAI) และอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์หรือร่วม 4,000 ล้านบาท แต่หน่วยงานของไทยคือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กลับไม่ดำเนินการใด ๆ ว่า กรณีใช้ตลาดหลักทรัพย์ฟอกเงิน จากกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ ที่หลอกลวงเงินคนไทย เสียหายอย่างน้อยปีละกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งพรรคได้แถลงเตือน กลต.และ ปปง.ให้ทราบตั้งแต่ 20 พ.ย. 2568 ถึงปัจจุบันพรรคได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ กลต.และออกแถลงการณ์ เพื่อติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด
นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ปัจจุบันทางการของสิงคโปร์ ดำเนินการกับกองทุน CAI แล้ว แต่ทั้ง กลต.และ ปปง.ไทยยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งที่กองทุน CAI มีส่วนในการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งก่อนหน้านี้กองทุน CAI เคยถือหุ้นของบริษัท BCBG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท บางจาก จำนวน 16 ล้านหุ้น ที่พรรคเคยเรียกร้องให้ทั้ง กลต. และ ปปง.ตรวจสอบ แต่ 2 หน่วยงานรัฐนี้ กลับไม่ได้ขยายผลตรวจสอบจนปล่อยให้กองทุน CAI ขายหุ้นบริษัท BCBG ออกเกือบทั้งหมด ขนเงินออกนอกประเทศจนเกิดเป็นความเสียหาย ขณะที่หน่วยงานรัฐของสิงคโปร์จับกุม ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่า กองทุน CAI มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย
...
งงหน่วยงานไทยนิ่ง
“ผมขอตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อ ปปง.เห็นพฤติกรรมของบางจาก จนมีคำสั่งยึดอายัดการขายหุ้น BCBG แล้ว เหตุใดจึงไม่ดำเนินการกับหุ้นอื่น ๆ ที่กองทุน CAI ถือหุ้นอยู่ จนปล่อยให้มีการขายหุ้น BCBG ถือเป็นการขายหุ้นหนี โดยกองทุน CAI ซึ่งตามกฎหมาย กลต.ไทยระบุว่า ใครก็ตามที่ซื้อ หรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย ระดับการถือหุ้นต่ำกว่า 5% จะต้องรายงานต่อ กลต. แต่กองทุน CAI ได้ขายหุ้นของบริษัท BCBG ไปถึง 5.62% กลับไม่เคยมีการรายงานใด ๆ ให้ กลต.รับทราบ ซ้ำ กลต. ยังปล่อยให้ CAI ดำเนินการได้โดยไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย ทั้งที่ควรประสานกับ ปปง.เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์ จนเกิดความเสียหายนี้ขึ้น”
ตั้งคำถามถึง ปปง. -กลต.
นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขอตั้งคำถามถึงรัฐบาลที่กำกับ ปปง. และ กลต.ว่า รัฐบาล มีอุปสรรคปัญหาอะไร หรือจะมีคำอธิบายอย่างไรต่อสังคมไทยว่า 2 หน่วยงานรัฐที่ไม่ดำเนินการปกป้องประโยชน์คนไทยได้ทันท่วงที ทั้งที่รัฐบาลได้ประกาศว่า จะต่อสู้ จัดการกับทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ แต่สิงคโปร์กลับจับกุมและชี้ว่า มีการปั่นหุ้น ฟอกเงินในตลาดหลักทรัพย์ไทย จนเกิดความเสียหาย ทำให้ประชาชนที่ถูกหลอกลวง แทนที่จะยึดเงินนี้มาเฉลี่ยคืนเหยื่อคนไทย จนเสียประโยชน์ ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยเตือนรัฐบาลและ 2 หน่วยงานนี้ ให้เร่งดำเนินการขยายผลสอบให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กองทุน CAI ยังถือครองหุ้นอื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ไทยอีกหลายตัว ที่ยังไม่ถูกอายัด และยังอยู่ในนามของคนกลุ่มนี้ ถามว่า รัฐบาล, กลต. และ ปปง.จะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางใดที่จะติดตามทรัพย์สินที่ควรถูกอายัด ตรวจสอบ และยึดคืนเพื่อชดเชยให้กับคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง
ถาม เกรงใจใครหรือไม่
เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินการเอาผิดทางอาญากับ กลต. และ ปปง.อย่างไรหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคจะรอการชี้แจงจาก กลต. และ ปปง.ว่า มีเหตุผลหรือปัญหาใดที่ไม่ดำเนินการ ซึ่งในมุมของพรรคได้เห็นความชัดเจนของปัญหา และความเสี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น เราขอรอความชัดเจนจาก กลต. และ ปปง.ก่อนพิจารณาจะดำเนินการต่อไป แต่เรายังมีประเด็นที่สงสัยว่า หรือมีการเกรงใจใครหรือไม่ โดยพรรคยึดตามหลักฐานที่ปรากฏว่า กองทุน CAI ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการการเมืองในรัฐบาลหลายคน หรือแม้แต่กรณีการทำ MOU สแกนม่านตาของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ชี้ข้อกล่าวหาคู่สัญญาณ ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI ซึ่งในวันที่ลงนามสัญญามีภาพของนายเบน สมิธ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้พรรคไม่ได้ยึดตามรูปที่แพร่กระจายออกมาว่า นายเบน สมิธ เคยกินข้าวกับใครบ้าง แต่ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ
“พรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีส่วนหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานรัฐของไทย ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในการกำจัดขบวนการฟอกเงิน สแกมเมอร์ ในตลาดทุนไทยหรือไม่ ซึ่งยังไม่นับรวมกับผู้ลงนามในสัญญาที่กระทรวงดีอี ในขณะนั้น ปัจจุบันก็เป็นประธาน กลต. ที่ทำให้สังคมไทยท้อใจ ที่จะเห็นโอกาสการเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้กับทุนเทา ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ ตนย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าต่อ และจะรอคำอธิบายว่าอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าสู้กับกลุ่มสแกมเมอร์ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงินจากธุรกิจที่มาจากการเอาเปรียบคนไทย” นายกรณ์ กล่าว