Ferrari Testarossa ไม่ใช่แค่รถสปอร์ตเครื่องวางกลางในอดีตที่ยิ่งใหญ่ แต่มันคือไอคอนของแบรนด์ม้าลำพองในยุค 80s ดีไซน์ของรถที่สะท้อนถึงความหรูหราและสมรรถนะที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ชื่อรุ่น Testarossa มีความหมายในภาษาอิตาลีว่า "Red Head" หรือ "หัวแดง" ซึ่งสื่อถึงฝาครอบวาล์วสีแดงของเครื่องยนต์ Testarossa เป็นหนึ่งในรถซูเปอร์คาร์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค 1980s ไม่เพียงแต่ในแง่ของสมรรถนะ แต่ยังรวมถึงงานดีไซน์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของค่ายม้าลำพองไปตลอดกาล

ตำนานเจ้าชายสายฟ้า 40 ปี Ferrari Testarossa
เด็กที่หลงรักรถยนต์ในยุค 80s ทุกคนต่างรู้ดีว่า Ferrari Testarossa คือราชาบนแผ่นโปสเตอร์ เมื่อรวมกับ Lamborghini Countach 5000 QV และ Porsche 959 แล้ว นั่นคือต้นเหตุที่ทำให้ผนังห้องนอนเต็มไปด้วยรอยคราบหมากฝรั่งแปะโปสเตอร์ (Blu Tack) ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ รูปลักษณ์ที่กำยำ และตัวถังที่กว้างจนแทบเป็นไปไม่ได้ Testarossa คือ ม้าลำพองพันธุ์อิตาลี (Italian Stallion) ขนานแท้ ในยุคที่คำนี้กำลังฮิตติดปาก เวลาผ่านไป 40 ปีแล้วนับตั้งแต่ Ferrari คันนี้ปรากฏตัวครั้งแรก และมันคือช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง แต่การจะเข้าใจว่ามันถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น
...

ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติงานดีไซน์
ในช่วงที่รัศมีของ Brigitte Bardot (เซ็กส์ซิมโบลระดับโลกแห่งยุค 50s-60s) เริ่มจางหายไป วงการออกแบบรถยนต์ก็ได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่พอดี สามทหารเสือชาวอิตาลีอย่าง Giugiaro, Gandini และ Fioravanti ซึ่งเกิดในปีไล่เลี่ยกันและอยู่ในวัยปลาย 20 ได้ร่วมกันนิยามความสวยงามของรถยนต์ขึ้นมาใหม่ Lamborghini เปลี่ยนจากทรงโค้งมนแบบ "ขวดโค้ก" ในรุ่น Miura ไปสู่ดีไซน์เหลี่ยมสันแบบ โอริกามิ ใน Countach ส่วน Ferrari คู่ปรับตลอดกาลก็กระหายความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน

เป็นที่รู้กันว่าในยุคที่ Enzo Ferrari ยังอยู่ การตัดสินใจสร้างรถถนนรุ่นใหม่มักจะถูกขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์จาก Scuderia Ferrari (ทีมแข่งของแบรนด์) แทบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อม้าลำพองตัดสินใจแทนที่รุ่น 365 GTB/4 ‘Daytona’ (เครื่องหน้า) ด้วยรุ่น 365 GT4 BB (เครื่องกลาง) มันคือการโต้ตอบ แม้จะช้าไปนิด ต่อการที่รถแข่งเครื่องวางหน้าของพวกเขาพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่ใช้เครื่องวางกลาง BB เผยโฉมครั้งแรกที่งาน Turin Motor Show ปี 1971 รุ่น BB (ย่อมาจาก Berlinetta Boxer) คือรถถนนตรา Ferrari รุ่นแรกที่มีเครื่องยนต์วางอยู่หลังคนขับ (เพราะรุ่น 206 และ 246 ก่อนหน้านั้นใช้ตรา Dino)
เกร็ดน่ารู้ แม้จะถูกเรียกว่าBoxer และเครื่องยนต์ V12 มีลักษณะวางนอนราบ แต่จริงๆ แล้วมันคือเครื่องยนต์ 180º V12 (รหัส F102A) ขนาด 4,390 ซีซี
แม้ช่วงเปิดตัวในปี 1973 จะเจอกับวิกฤตการณ์น้ำมันจนยอดขายอืดอาดในช่วงแรก แต่เมื่อถึงปี 1976 ความต้องการก็พุ่งสูงขึ้น Ferrari จึงถือโอกาสเปิดตัวทายาทที่พัฒนาขึ้นอย่างมากและมีชื่อเรียกที่ติดหูกว่าเดิม นั่นคือ 512 BB
การปรับโฉมสู่ความสมบูรณ์แบบ จาก BB สู่ตำนานหัวแดง การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของรุ่น 512 BB ส่งสัญญาณชัดเจนว่ามันคือการแก้ไขจุดบกพร่องจากรุ่นก่อนหน้า โดยมีไฮไลต์สำคัญ ดังนี้
NACA Ducts การเพิ่มช่องดักอากาศบริเวณหน้าซุ้มล้อหลังเพื่อช่วยระบายความร้อนระบบไอเสีย
ฝาครอบเครื่องยนต์ใหม่ มาพร้อมบานเกล็ด (Louvres) ระบายความร้อนที่ดูดุดัน
Chin Spoiler การติดตั้งสปอยเลอร์ใต้กันชนหน้าเพื่อเพิ่มแรงกดและการทรงตัว
พละกำลังที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง Ferrari ตอบรับคำวิจารณ์เรื่องการส่งกำลังที่ดิบและกระโชกโฮกฮาก เกินไปในรุ่น 365 GT4 BB ด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์ Flat-12 รหัสใหม่ (F102B) เพิ่มความจุเครื่องยนต์ขึ้นอีกกว่าครึ่งลิตร เป็น 4,943 ซีซี ช่วยให้รีดแรงม้าได้เท่าเดิมในรอบที่ต่ำลง พร้อมแรงบิดที่สูงขึ้น ทำให้ขับขี่ได้สนุกและควบคุมง่ายกว่าเดิม ต่อมาในปี 1981 จึงได้เปิดตัวรุ่น 512 BBi ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิง (Fuel Injection)
...

กำเนิดปรากฏการณ์ใหม่ Testarossa
แม้จะมีการปรับปรุงทางวิศวกรรมมากมาย แต่ทว่า "โจทย์หิน" 2 ข้อก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ
มาตรฐานความปลอดภัยและไอเสีย ซึ่งเข้มงวดมากในตลาดสหรัฐอเมริกา (ตลาดที่สำคัญที่สุด)
ปัญหาความร้อน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตกของโครงสร้างรถรุ่นนี้
มาตรฐานความปลอดภัยและไอเสีย ซึ่งเข้มงวดมากในตลาดสหรัฐอเมริกา (ตลาดที่สำคัญที่สุด)
มาตรฐานความปลอดภัยและไอเสีย ซึ่งเข้มงวดมากในตลาดสหรัฐอเมริกา (ตลาดที่สำคัญที่สุด)
ปัญหาความร้อน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตกของโครงสร้างรถรุ่นนี้
ปัญหาความร้อน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตกของโครงสร้างรถรุ่นนี้
เมื่อถึงปี 1984 โลกจึงเฝ้ารอทายาทสายพันธุ์ใหม่ที่จะมาแทนตระกูล BB... และสิ่งที่ Ferrari มอบให้ คือความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ! มันไม่ได้ถูกเรียกว่า Berlinetta Boxer อีกต่อไป แต่ Ferrari เลือกที่จะปัดฝุ่น "ชื่ออันรุ่งโรจน์" จากอดีตกลับมาใช้อีกครั้ง ชื่อที่เป็นการสื่อถึง "ฝาครอบวาล์วสีแดงฉาน" ตามแบบฉบับรถแข่งอิตาลี...

...
ค่ำคืนที่ปารีสต้องจดจำ การเปิดตัว Testarossa วันที่ 2 ตุลาคม 1984 ณ กรุงปารีส Ferrari ได้เปิดตัวรถธงรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างอลังการ ใครจะลืมภาพจำระดับตำนานที่รถคันนี้จอดขวางอยู่กลางถนน Champs-Élysées ได้ลง? งานเปิดตัวจัดขึ้นที่ Lido คลับชื่อดังระดับโลก ทันทีที่ไฟทุกดวงดับลง Testarossa ก็ปรากฏตัวลงมาจากเบื้องบนด้วยแพลตฟอร์มยักษ์ ท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องมาที่มันเพียงจุดเดียวในห้อง... การเปิดตัว Ferrari รุ่นใหม่คือเหตุการณ์สำคัญเสมอ แต่การได้เห็นรถคันนี้แหวกความมืดออกมาเป็นครั้งแรก มันคือประสบการณ์ที่เกินจริง

ในวันถัดมา Testarossa กลายเป็นพระเอกของบูธ Ferrari ในงาน Paris Motor Show แม้แฟนคลับตระกูล Boxer จะโล่งใจที่ "จิตวิญญาณ" เดิมยังอยู่ครบ ทั้งตัวรถที่เตี้ยติดดิน, เบาะนั่ง 2 ที่นั่ง, และเครื่องยนต์ Flat-12 วางกลาง... แต่ในทางกายภาพ รถคันนี้คือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ จากทรงลิ่ม (Wedge) สู่ความบึกบึน ดีไซน์หน้าแหลมยุค 70s ถูกแทนที่ด้วยรูปทรงที่มีเนื้อมีหนังและดูทรงพลังในทุกมิติ ด้านหน้า จมูกรถโค้งมนขึ้น พร้อมลิ้นหน้า (Chin) ที่ลึกกว่าเดิมเพื่อลดแรงยก ด้านหลัง การใช้บานเกล็ดแนวนอนพาดเต็มความกว้าง ปิดทับไฟท้ายทรงสี่เหลี่ยม (ซึ่งทำให้แฟนพันธุ์แท้ถึงกับอ้าปากค้าง!)
...

Side Strakes ครีบข้างที่เป็นเอกลักษณ์
รางวัลสำหรับดีไซน์ที่โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้นครีบข้าง (Side Strakes) ที่ลากยาวตั้งแต่บานประตูและผึ่งผายออกจนกลายเป็นซุ้มล้อหลังที่กว้างอย่างน่าตกใจ... แล้วมันกว้างแค่ไหน ? สถิติความกว้าง ตัวรถกว้างถึง 1,976 มม. ซึ่งกว้างกว่ารุ่น 512 BB เดิมเกือบ 15 เซนติเมตร! เหตุผลที่ Testarossa ต้อง "ตัวใหญ่" ขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมแบบถอนรากถอนโคน

ผู้บริหารระดับสูงของ Ferrari ตั้งเป้าให้มันเป็นรถ Grand Tourer (GT) ที่ขับสบาย มีความร้อนน้อยในห้องโดยสารกว่า (เครื่องยนต์วางกลางลำ) และมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่ารุ่นก่อนหน้า ซึ่ง Testarossa ก็ทำสำเร็จและกลายเป็นรถสปอร์ต Mid Engine ที่มียอดขายสูงที่สุดรุ่นหนึ่งของค่ายม้าผยองในเวลานั้น แนวคิดหลักในการสร้าง Ferrari Testarossa เมื่อปี 1984 คือการสร้างรถ Flagship Grand Tourer ที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยเป็นการแก้โจทย์และปิดจุดอ่อนของรุ่นก่อนหน้าอย่าง 512 BBi ครับ โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ด้าน คือ
การแก้ปัญหาเรื่องความร้อนและพื้นที่ใช้สอย ในรุ่นก่อนหน้า หม้อน้ำจะวางไว้ที่ส่วนหน้าของรถ ทำให้ท่อน้ำร้อนต้องเดินผ่านห้องโดยสาร ส่งผลให้ภายในรถร้อนมากและไม่มีพื้นที่เก็บสัมภาระ ด้วยแนวคิดใหม่ วิศวกรตัดสินใจย้ายหม้อน้ำไปไว้ที่ ด้านข้าง ของตัวรถทั้งสองฝั่งแทน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ทำให้ห้องโดยสารเย็นขึ้น และมีพื้นที่เก็บของที่ส่วนหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก เหมาะกับการเป็นรถขับท่องเที่ยวทางไกล


การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ (โดยไม่ใช้ปีกหรือวิงหลัง) Pininfarina ตั้งเป้าที่จะสร้างรถที่มีแรงกด (Downforce) สูงโดยไม่ต้องติดตั้งสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่เพื่อไม่ให้เสียความสวยงาม วิธีแก้ก้คือ ดีไซน์ตัวรถให้มีลักษณะเป็น รูปทรงลิ่ม (Wedge Shape) ที่กว้างมากในส่วนท้าย เพื่อให้ตัวถังทำหน้าที่สร้างแรงกดด้วยตัวเอง และนั่นคือที่มาของครีบข้าง หรือ Side Strakes แบบร่องซี่ถี่ๆด้านข้างตัวถังตรงบานประตู นั่นกลายเป็นจุดที่เป็นตำนาน ทำหน้าที่ดักลมเข้าหม้อน้ำและจัดระเบียบการไหลของอากาศไปพร้อมกัน
ความหรูหราที่มาพร้อมสมรรถนะ (User-Friendly Supercar) ในยุคนั้น Ferrari ต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ต้องการรถที่ขับง่ายและหรูหราขึ้น แนวคิดก็คือ ออกแบบภายในให้กว้างขวางขึ้น ใช้โทนสีและการตกแต่งที่ดูทันสมัย ปรับจูนเครื่องยนต์ Flat-12 ให้มีพละกำลังสม่ำเสมอ ขับขี่ได้นุ่มนวลในเมือง แต่ดุดันเมื่อกดคันเร่งบนไฮเวย์หรือในสนามแข่ง โดยภาพรวม แนวคิดของ Testarossa คือการสร้างรถสปอร์ตที่ขับไปกินมื้อค่ำหรือออกทริปข้ามประเทศได้จริง โดยเปลี่ยนข้อจำกัดทางวิศวกรรม (การระบายความร้อน) ให้กลายเป็นงานศิลปะที่โลกต้องจดจำ

สำหรับปีที่ผลิตออกขาย มีการผลิตและพัฒนาต่อเนื่องรวม 3 เจเนอเรชัน ตั้งแต่ปี 1984 ถึง 1996 เริ่มด้วย Testarossa (Original) ผลิตออกมาขายในช่วงปี 1984 – 1991 (ผลิตประมาณ 7,177 คัน) ตามด้วย Ferrari 512 TR ปี 1991 – 1994 ซึ่งมีการปปรับปรุงสมรรถนะและดีไซน์หน้า-หลัง ใหม่หมด ส่วนรุ่นสุดท้าย F512 M โผล่ออกมาในปี 1994 – 1996 (รุ่นสุดท้ายก่อนเปลี่ยนเป็นเครื่องวางหน้า)
Ferrari Testarossa ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ในสำนัก Pininfarina นำทีมโดย Leonardo Fioravanti และทีมงานมือฉมัง เช่น Ian Cameron, Guido Campoli, Emanuele Nicosia เอกลักษณ์โดดเด่นของรถสปอร์ตรุ่นนี้ก็คือ แผงซี่รีดอากาศข้างประตู หรือ Side Strakes ที่ยาวไปถึงซุ้มล้อหลัง ซึ่งไม่ได้มีไว้แค่ความเท่หรือเวอร์วังอลังการ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อดักลมเข้าไประบายความร้อนให้หม้อน้ำที่ย้ายมาไว้ด้านข้าง เพื่อแก้ปัญหาความร้อนสะสมในห้องโดยสารที่เคยเกิดขึ้นในรุ่นก่อน แน่นอนว่าในรุ่นก่อนนั้น ห้องโดยสารถูกไอร้อนของเครื่องยนต์ที่แพร่ออกมาจนทำให้คนขับและผู้โดยสารรู้สึกไม่สบาย การแก้ใขตำแหน่งหม้อน้ำช่วยลดอุณหภูมิสะสมในห้องโดยสารได้มากกว่า

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง Ferrari Testarossa วางเครื่องยนต์สุดคลาสสิก นั่นก็คือ เครื่องยนต์เบนซิน V12 ในตำนาน ความจุ 4.9 ลิตร Flat-12 (สูบนอน 180 องศา) แน่นอนว่า การที่เครื่องยนต์ตัวนี้ไม่มีระบบอัดอากาศ จึงให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวรถออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ กระจายน้ำหนักหน้า 47% หลัง 53% กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ V12 อยู่ที่ประมาณ 390 แรงม้า (รุ่นแรก) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 5.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม.ระบบส่งกำลังหรือเกียร์ Ferrari Testarossa รุ่นแรก ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด แบบ Gated Shifter (คันเกียร์แบบร่อง) ที่เป็นเสน่ห์ของ Ferrari ยุคคลาสสิก

ช่วงล่างและสภาพการขับขี่ของ Testarossa แน่นอนว่าในยุค 80 นั้นอยู่ในระดับแนวหน้า ช่วงล่างหรือระบบรองรับ เป็นแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) ทั้ง 4 ล้อ ให้ความมั่นใจในความเร็วสูง สภาพการขับขี่ แม้ตัวรถจะกว้างมาก (เกือบ 2 เมตร) ทำให้กะระยะยากในที่แคบ แต่สำหรับการวิ่งเต็มสปีดบนทางตรงยาว มันคือรถ GT ชั้นยอด Ferrari Testarossa รุ่นแรก เป็นรถที่ได้ชื่อว่าขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลและนิ่งกว่าซูเปอร์คาร์ทั่วไปในยุคนั้น (1985) อย่างไรก็ตาม พวงมาลัยไม่มีพาวเวอร์และคลัตช์ที่หนักหนาสาหัส ทำให้เศรษฐีที่ถอยออกมาขับค่อนข้างต้องใช้พละกำลังพอสมควรในการควบคุม
ความนิยมและราคารถคลาสสิกในปัจจุบัน ความนิยมของ Testarossa กลับมาพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากกระแส "Retro 80s" และการที่มันเคยปรากฏตัวในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Miami Vice รวมถึงเกม OutRun



สำหรับราคารถคลาสสิกในตลาดโลก
Testarossa รุ่นแรก ประมาณ €130,000 – €210,000 (ราว 5 - 8 ล้านบาท ไม่รวมภาษีนำเข้า)
512 TR ราคาจะสูงขึ้นไปอยู่ที่ €190,000 – €260,000
F512 M รุ่นหายาก ราคาอาจดีดไปถึง €300,000 - €400,000+ ขึ้นอยู่กับสภาพและประวัติ
ในปี 2025-2026 นี้ Ferrari ปลุกชื่อ Testarossa กลับมาอีกครั้งใน Ferrari 849 Testarossa ซึ่งเป็นไฮเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) พลัง 1,050 แรงม้า เพื่อสืบทอด DNA ความเป็นตำนานเข้าสู่โลกยุคใหม่

กลับมาสู่เวลาปัจจุบัน....สำหรับ Ferrari 849 Testarossa (หรือที่บางตลาดเรียกว่า F250) คือการกลับมาของตำนานที่สืบทอดจิตวิญญาณจากรุ่นดั้งเดิมปี 1984 แต่ถูกตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ระดับสูงสุดของปี 2026






Ferrari 849 Testarossa มีกลิ่นอายของ F80, Daytona และ 308 ที่เจ๋งสุดในอดีต ออกแบบมาอย่างมีสไตล์ ปริมาตรที่บ่งบอกถึงรูปทรงถูกกำหนดโดยอากาศพลศาสตร์ที่ควบคุมแอโรไดนามิกของรถเพื่อการทำความเร็วอย่างเดียวเท่านั้น ด้านหน้าเป็นแบบสองชั้น ตกแต่งด้วยแอโรไดนามิกที่ดูเหมือนกันชนที่อยู่ด้านบน ดูแตกต่างแต่น่าสนใจ ส่วนล่างทำให้รถดูกว้างขึ้น ด้านหน้าที่เฉียบคมช่วยเพิ่มมิติให้กับรูปทรงของรถ หน้ากากสีดำแนวนอนที่ติดไฟหน้า ให้ความรู้สึกร่วมสมัยตามแบบฉบับแบรนด์ม้าลำพอง รูปทรงและปริมาตรต่างๆ ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายของรถยุค 70s โดยไม่ดูเลียนแบบหรือลอกเลียนแบบจนเกินไป ตัวถังเล็กกว่าที่คิดโดยมีขนาดที่พอเหมาะพอดี




ด้านข้างมีร่องลึกที่เจาะไว้บนประตู ทำหน้าที่เป็นช่องเปิดขนาดใหญ่ด้านหลังกระจก ร่องดังกล่าวทำหน้าที่ป้อนอากาศเข้าสู่อินเตอร์คูลเลอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นอย่างมากเพราะยิ่งเพิ่มกำลัง ก็จะยิ่งสร้างการแผ่ความร้อนได้มากขึ้นอย่างมหาศาล ความร้อนที่มากขึ้น หมายถึงความต้องการในการระบายความร้อนที่มากขึ้น เห็นได้ชัดว่า 849 Testarossa ต้องการการระบายความร้อนมากกว่า SF90 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ แอร์โรพาร์ต สร้างแรงกดได้มากกว่า 25 กิโลกรัม หรือ 415 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง





สำหรับคนที่กำหนดรูปลักษณ์ของ 849 การออกแบบทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของ ดีไซน์เนอร์ (Designer) Flavio Manzoni (Senior Vice President of Design ของ Ferrari) และทีมงานจาก Ferrari Styling Centre ซึ่งเป็นทีมเดียวกับที่ปั้นโปรเจกต์ Icona Series อย่าง Daytona SP3 หัวหน้าแผนกออกแบบ Manzoni พยายามรักษาความบริสุทธิ์ของเส้นสายแบบอิตาลี โดยไม่ใช้ปีกสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่แบบถาวร แต่ใช้ระบบ Active Spoiler ที่ยกตัวขึ้นเมื่อถึงความเร็วที่กำหนดแทน แนวคิดการออกแบบ (Design Concept) ด้วยแนวคิดหลักคือ Technological Classicism หรือการนำเส้นสายที่เป็นไอคอนในอดีตมาผสานกับฟังก์ชันการระบายความร้อนและแรงกด (Downforce) ของรถแข่งยุคใหม่ The Return of the Strakes การนำ "ซี่ดักลม" ข้างตัวรถที่เป็นเอกลักษณ์ของ Testarossa กลับมาใช้ แต่ปรับให้เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีช่องอากาศไหลผ่านแบบ Active Aero เพื่อส่งลมไปยังหม้อน้ำและระบบ Hybrid
Form Follows Function ทุกเส้นสายถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับความร้อนของขุมพลัง 1,000+ แรงม้า โดยเฉพาะส่วนท้ายที่ออกแบบให้เป็น "Venturi Tunnel" ขนาดใหญ่

ดีไซน์ภายนอก (Exterior Design) ด้านหน้าใช้ไฟหน้าแบบ Matrix LED ทรงเรียวบางที่ซ่อนตัวอยู่ในช่องดักลม (S-Duct) คล้ายกับรถแข่ง Formula 1 ด้านข้าง ตัวรถมีลักษณะเป็นลิ่ม (Wedge Shape) ที่ชัดเจน ด้านท้ายกว้างกว่าด้านหน้าอย่างเห็นได้ชัดเพื่อเสถียรภาพ ประตูเปิดแบบ Butterfly Doors บั้นท้ายวางดีไซน์ไฟท้ายแบบเส้นเดียวยาว (Light Bar) ซ่อนตัวอยู่ใต้แผงตะแกรงสีดำ ซึ่งเป็นการหยิบย่อดีไซน์ไฟท้ายของรุ่นปี 1984 มาใช้อย่างแนบเนียน

มิติตัวถัง (Dimensions) ตัวรถถูกออกแบบให้กว้างและเตี้ยมาก เพื่อจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำที่สุด โดยมีความยาว ประมาณ 4,750 มม. กว้าง: 2,010 มม. (ไม่รวมกระจกมองข้าง) สูง 1,120 มม. ความยาวฐานล้อ 2,700 มม. ในส่วนของน้ำหนักตัวรถ มีการใช้โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์แบบ Monocoque ทำให้น้ำหนักแห้งอยู่ที่ประมาณ 1,450 - 1,500 กิโลกรัม (รวมระบบ Hybrid แล้ว)





ล้อและยาง (Wheels & Tires) ล้อ: ล้อฟอร์จน้ำหนักเบา (Forged Alloy) ขนาด 20 นิ้วในคู่หน้า และ 21 นิ้วในคู่หลัง ลายดาว 5 ก้านที่ดูทันสมัยแต่มีกลิ่นอายของล้อ Ferrari ยุคเก่า ยาง: ใช้ยางสมรรถนะสูงพิเศษ Michelin Pilot Sport Cup 2 R หรือ Pirelli P Zero Trofeo RS หน้า 265/35 ZR20 หลัง 345/30 ZR21 (ยางหลังหน้ากว้างมากเพื่อรองรับแรงบิดมหาศาลจากมอเตอร์ไฟฟ้า)


ปี 2025 Ferrari ได้ตระหนักถึงปัญหาและนำปุ่มกดแบบเดิมกลับมาใช้กับพวงมาลัย eManettino ยังคงเป็นระบบควบคุมแบบสัมผัส แต่ส่วนอื่นๆ กลับมาใช้ระบบควบคุมแบบเก่าที่ใช้งานได้จริงทั้งหมด รวมถึงปุ่มสตาร์ทสีแดงขนาดใหญ่ก็เป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการเริ่มต้นประสบการณ์การขับม้าลำพองในยุคนี้ ส่วน Apple CarPlay (และเราคาดว่ารวมถึงระบบที่เทียบเท่ากันในระบบ Android ด้วย) ในส่วนของการใช้งาน ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงหน้าจอสัมผัสเป็นหลัก ดังนั้น การสลับไปมาระหว่างฟังก์ชันต่างๆ ทำให้ใช้งานยากอยู่บ้าง การกลับมาของความสะดวกสบายและยุติการควบคุมแบบสัมผัสที่น่าหงุดหงิด เป็นเรื่องที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว



849 Testarossa ให้ความรู้สึกเรียบง่ายและแปลกตา เป็น Ferrari ยุคใหม่ที่ปรับดีไซน์มาใหม่หมดจดทั้งคัน ความเบาของวัสดุ เช่นโครงสร้างอะลูมิเนียม แผงประตูคาร์บอนไฟเบอร์ เบาะนั่งคาร์บอนไฟเบอร์ที่สวยงาม พร้อมเบาะรองนั่งแยกชิ้นที่จัดวางอย่างดี วัสดุ Alcantara ให้ความรู้สึกพรีเมียม จอแสดงผลสำหรับผู้โดยสารดูเหมือนลูกเล่นที่เติมเข้ามา แต่ก็ทำออกมาได้ดี เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้คนนั่งรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วม สำหรับ 849 รุ่นมาตรฐาน มีวัสดุหนังมากกว่าและให้ความรู้สึกแบบรถ GT มากกว่าไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลาง




ห้องโดยสารแม้จะเข้าออกยากจากความเตี้ย แต่เข้าไปนั่งแล้วให้ความสะดวกสบายดีพอสมควร สัดส่วนที่เตี้ยทำให้เป็นรถที่เข้าออกได้ยาก ตามสไตล์ไฮเปอร์คาร์ที่เน้นความลู่ลม นั่นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว จุดที่รถเชื่อมโยงกับคนขับก็คือ Ferrari มักยึดโยงถึงความรู้สึกหลังพวงมาลัยกับสภาพแวดล้อม เหมือนการขับรถที่นั่งเดียว ให้ความรู้สึกว่าทุกอย่างของ 849 นั้นถูกออกแบบโดยเน้นคนขับเป็นศูนย์กลาง (อีกแล้ว) เป็นสถานที่พิเศษในการควบคุมจักรกลกำลัง 1,050 แรงม้า ตำแหน่งการขับขี่สมบูรณ์แบบ เท่ากับ McLaren 750S ห้องโดยสารไม่ได้ให้ความรู้สึกดุดันแบบรถซูเปอร์คาร์รุ่นเก่าเหมือนกับ Revuelto แต่คงเอกลักษณ์ของ Ferrari เอาไว้ด้วยความทันสมัยผสมผสานกับรูปแบบคลาสสิกและวัสดุตกแต่งราคาแพง

แน่นอนว่า 849 Testarossa คือ Fer รุ่นที่สร้างความฮือฮาได้มากสุด หัวหน้าฝ่ายออกแบบ Flavio Manzoni ผลักดันแนวคิดการออกแบบล่าสุดของ Ferrari อย่างไม่หยุดยั้ง มากเสียจนการเปิดตัว 849 Testarossa นั้นได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับชื่อรุ่น (เนื่องจากดูเหมือนจะไม่มีอะไรเหมือนกับ Testarossa ในยุค 80 ที่คนส่วนใหญ่รู้จักและชื่นชอบ) ตามมาด้วยความเสียใจที่ Pininfarina ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบดีไซน์ใน Maranello อีกต่อไป แต่ถ้ามองจากภายนอก 849 Testarossa คือรถที่มาแทน SF90 Stradale มีการอัพเกรด ปรับปรุง และออกแบบใหม่ ให้รถดูดุดันและแข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้แตกต่างจาก 296 รุ่นน้องที่มีขนาดเล็กกว่า เรียบง่ายกว่า และราคาถูกกว่ามาก จุดเด่นอยู่ที่กำลังเครื่องยนต์บวกมอเตอร์ที่เพิ่มขึ้นจาก 987 แรงม้า เป็น 1050 แรงม้า แรงกด เพิ่มขึ้นเป็น 415 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมแพ็คเกจ Assetto Fiorano ราคาแพงลิบ การปรับปรุงไดนามิกใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่แชสซี เบรก ไปจนถึงเครื่องยนต์ V8 วางกลาง


Ferrari อ้างว่า 849 Testarossa มีตัวเลขที่พิเศษในด้านสมรรถนะ มันทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาต่ำกว่า 2.3 วินาที และวิ่งทดสอบจับเวลาต่อรอบ ในสนามทดสอบฟิโอราโนของแบรนด์ ได้ในเวลา 1:17.5 วินาที ซึ่งเร็วกว่า SF90 สตราดาล ถึง 1.5 วินาที ช้ากว่า SF90 XX รุ่นสุดขีด เพียงสองในสิบวินาทีเท่านั้น ราคาของ 849 Testarossa ตัวถังคูเป้เริ่มต้นที่ 407,617 ปอนด์ บวกภาษี 300%+++ แล้วอยู่ในเกณฑ์ 41 ล้านบาท นั่นยังไม่รวมออปชันพิเศษ ส่วนรุ่นสไปเดอร์เริ่มต้นที่ 442,467 ปอนด์ แน่นอนว่า 849 Testarossa แตกต่างจาก SF90 Stradale มาก แม้โครงสร้างทางกลไกนั้นจะเหมือนกันทุกประการ

สาเหตุหลักๆ ของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็คือ เครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบสองตัว เสริมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าสามตัว มอเตอร์ตัวที่หนึ่งส่งแรงบิดไปที่เพลาหลัง ส่วนอีกสองตัวเทแรงบิดล้นๆ ไปที่เพลาของล้อคู่หน้า ทำให้มีทั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและควบคุมแรงบิด (เหมือนรุ่นก่อน) Ferrari 849 Testarossa มีแรงม้าเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นที่แล้วประมาณ 50 แรงม้า ทั้งหมด มาจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน สาเหตุหลักๆ ก็คือแรงม้าของมอเตอร์ไฟฟ้าถูกจำกัดไว้ที่ 217 แรงม้า สูบกลืนไฟฟ้าแรงสูงจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดเล็ก 7.45 กิโลวัตต์ชั่วโมง ความเร็วถูกจำกัดลงเพราะไม่มีโวลต์มหาศาลให้ใช้งาน ระบบไฮบริดถูกเสริมเข้ามาเพื่อลดมลพิษและเพิ่มศักยภาพของรถ เป็นไปตามแผนงานที่ต้องปรับจูนระบบส่งกำลังให้อยู่ในเกณฑ์การควบคุมมลพิษของอียู
Ferrari 849 Testarossa มีเทอร์โบขนาดใหญ่ขึ้นพร้อมตลับบอลแบริ่ง ลูกปืนแรงเสียดทานต่ำ จาก F80 นอกจากนั้นยังปรับแต่งอินเตอร์คูลเลอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หัวสูบใหม่ที่ใช้กับโบลเวอร์ใหญ่ขึ้น บล็อกที่แตกต่างจากเครื่องรุ่นเดิมโดยเฉพาะท่อนบน ท่อร่วมไอดี ชุดวาล์ว และรางของระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิง มีน็อตและชิ้นส่วนไทเทเนียมจาก 296 GT3 เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำหนักของ 849 Testarossa จะไม่มากกว่า SF90

เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ผสานปลั๊กอินไฮบริด มอเตอร์ไฟฟ้าสามตัว ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะเป็น V12 แบบหายใจเอง ทั้งหมดนี้ ขับเคลื่อนผ่านเกียร์แปดสปีดแบบ F1 พร้อมแพดเดิลชิฟต์ Ferrari อ้างว่า 849 Testarossa เร็วกว่า ดีกว่า และเร้าใจกว่าเดิม เครื่องยนต์เสียงดังกึกก้อง ท่อของระบบระบายไอเสียที่ให้เสียงกังวาน โดยเฉพาะเมื่อเร่งความเร็วอย่างเต็มที่ ดูน่าสนใจทั้งในเชิงเปรียบเทียบกับรถคู่แข่งและการเอาเปรียบเชิงกลด้วยซอฟแวร์และวัสดุศาสตร์ที่รุดหน้า
เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบชาร์จคู่ขนาด 4.0 ลิตร เสริมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบเกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีด และมอเตอร์อวบๆ อีกสองตัวสำหรับปั่นแรงขับให้กับเพลาคู่หน้า พูดง่ายๆ ก็คือ มอเตอร์ตัวหลังช่วยให้เกิดการกระจายแรงบิดอย่างสมดุล ช่วยเพิ่มแรงฉุดเมื่อกดคันเร่ง ในขณะที่มอเตอร์ตัวแรก ช่วยเสริมแรงบิดและเพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์สันดาปที่ทรงพลังอยู่แล้ว 849 รุ่นใหม่ มาพร้อมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยติดตั้งในรถ Ferrari สำหรับใช้งานบนถนน เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร ถูกปรับปรุงอย่างหนัก ด้วยบล็อกใหม่ ฝาสูบใหม่ เพลาลูกเบี้ยวเบาลง ชิ้นส่วนยึดทำจากไทเทเนียมทั้งหมด ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ท่อไอเสีย Inconel ที่ล้ำสมัย 849 สามารถสร้างกำลังเพียวๆ จากเครื่องยนต์สูงสุดถึง 819 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด 840 นิวตันเมตร (620 ปอนด์ฟุต) ที่ 6,500 รอบต่อนาที นั่นยังไม่รวมตัวเลขแรงม้าแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า!!







โหมด eDrive เพลิดเพลินไปกับ Ferrari ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่ง 849 วิ่งด้วยไฟในแบตฯ ไกลถึง 25 กิโลเมตร ด้วยความเงียบสงบไร้เสียงรบกวน อากาศพลศาสตร์ที่ทำให้แหวกอากาศได้ดีและไม่สิ้นเปลืองพลังงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับยานยนต์ยุคใหม่ ในแง่ของหลักอากาศพลศาสตร์ 849 Testarossa ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งต้นแบบ 512 S และ 512 M ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 รวมถึงรถในต้นทศวรรษ 1970 ดังนั้นมันจึงมีดีไซน์หางเป็ดคู่ ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง Ferrari จะอัปเกรดเป็น วิงหลังแบบแฝด หากเจ้าของรถยินดีควักเพิ่มเพื่อเลือกแพ็คเกจ Assetto Fiorano ส่วนประกอบที่ทำงานได้ระหว่างปีกเล็กๆ สองอัน สามารถเพิ่มแรงกดได้ถึง 100 กิโลกรัมเมื่ออยู่ในตำแหน่งสูงสุด




ส่วนใต้ท้องรถด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด มีตัวสร้างกระแสลมหมุนวนสามคู่ วิศวกรตัวถังของ Ferrari จัดการอากาศที่ไหลเข้าสู่ใต้ท้องรถอย่างพิถีพิถัน รวมถึงอินเตอร์คูลเลอร์ที่มีช่องรับอากาศด้านข้างแนวตั้งที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ บั้นท้ายมีดิฟฟิวเซอร์หลายระดับ พร้อมตัวสร้างกระแสลมหมุนวนเพิ่มเติม แม้แรงกดส่วนท้ายจะน้อยกว่าดิฟฟิวเซอร์ที่ติดตั้งใน SF90 แต่ก็สร้างแรงกดลงได้โดยลดแรงต้านลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์
การเปลี่ยนแปลงระบบช่วงล่างนั้นมีความสำคัญมาก เพื่อทำให้ขับได้อย่างสบาย Ferrari ให้ตัวเลขเพื่อเป็นข้อมูลในการอ้างอิงกับบทความทดสอบ เช่น การยึดเกาะด้านข้างเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ ความแข็งแกร่งในการต้านการเอียงเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ สปริงเบาลง 35 เปอร์เซ็นต์ มีการเน้นย้ำว่า ความตื่นเต้นและความสนุกในการขับ เป็นพารามิเตอร์สำคัญสูงสุด (อันนี้เห็นด้วย) ชุดเครื่องมือสุดซับซ้อนที่ใช้ในการสร้างเอกลักษณ์ทางไดนามิกนั้น มักจะทำให้เจ้าของรถสับสน และตอนนี้ 849 ถูกควบคุมโดย Ferrari Integrated Vehicle Estimator (FIVE) อ้างอิงโดยตรงจากเอกสารของ Ferrari


FIVE คือระบบประมาณการที่สามารถสร้างแบบจำลองดิจิทัล จำลองพฤติกรรมของรถแบบเรียลไทม์ อิงจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ที่ขับเคลื่อนด้วยการวัดจริง (ความเร่ง เซ็นเซอร์ 6 มิติ) FIVE จะทำการประเมินคุณลักษณะด้านสมรรถนะที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรงอย่างแม่นยำ เช่น ความเร็ว (ด้วยความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 1 กม./ชม.) และมุมการหันเห (ความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 1°) ของยานพาหนะ ซึ่งช่วยปรับปรุงการยึดเกาะ จัดการเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ การส่งกำลังของระบบ e4WD การประเมินผลอย่างรวดเร็ว จะถูกนำไปใช้ในการควบคุมพลวัตของยานพาหนะทั้งหมด ทำให้ 849 มีการตอบสนองที่แม่นยำเฉียบคมสูงสุด ขับง่าย มีความสม่ำเสมอยิ่งขึ้น ยกเว้นยางที่ใช้งานหนักมาทั้งวัน ฟังดูซับซ้อน แต่ระบบขับเคลื่อนของมันนั้นซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อมากกว่า แน่นอนว่า Ferrari มีความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลและการควบคุมแชสซีที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นประสบการณ์การขับที่โปร่งใสและใช้งานง่าย Testarossa ใหม่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจเศรษฐีที่ชอบความแรงอย่างแท้จริง


ระบบ Side Slip Control ลดแรงกระแทกจากการควบคุม ระบบ ABS Evo ทำงานอย่างมหัศจรรย์ เพื่อความเสถียรสูงสุด ใช้แรงเท้าในการกดแป้นเบรกไม่มากเท่ากับเมื่อก่อน เบรกเซรามิกทำงานได้ดีมาก เซ็นเซอร์ 6D ที่ส่งข้อมูลต่างๆ กลับมาให้สมองกลส่วนกลางทำการวิเคราะห์และสั่งงานต่อทันที เมื่ออยู่บนสนามแข่ง คุณจะรู้สึกหวาดเสียวและสนุกไปพร้อมๆกับไฮเปอร์คาร์ที่แม่นยำอย่างเหลือร้าย อัตราเร่ง 0-100 ใน 2.2 วินาที ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือเป็นรถสำหรับมือสมัครเล่นแต่อย่างใดทั้งสิ้น มันพุ่งออกตัวด้วยแรงจีมากถึง 2 G. นั่นมากพอที่จะทำให้คนขับตาลายและคนนั่งหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อขับเร็ว 849 กลับสมดุลอย่างน่าทึ่ง ในจุดสูงสุดของพลังงานมันราบรื่นมากแม้ว่าสมรรถนะจะดุดันสุดๆ ไดนามิกและการควบคุมที่ง่าย สร้างความมั่นใจได้ทันที การเขียนโปรแกรมสำหรับระบบ e4WD นั่นคือสิ่งที่สุดยอด รถอย่าง SF90 บางครั้งก็แสดงพฤติกรรมแปลกๆ เมื่อถึงขีดจำกัด การทำงานของเพลาหน้าดูไม่สม่ำเสมอและจับความรู้สึกได้ชัดเจน แต่ใน 849 Testarossa นั้น จุดบกพร่องดังกล่าวได้รับการแก้ไขไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ เมื่อขับในสนามแข่ง 849 ให้ความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยอย่างมาก แต่ยังคงควบคุมได้ดี มันส่งกำลังมากกว่า 800 แรงม้า ไปยังล้อหลัง ดังนั้นจึงอาจเกิดอาการโอเวอร์สเตียร์ได้ง่ายๆถ้าปราศจากตัวช่วย แต่สมดุลของรถนั้นดีมาก การสื่อสารผ่านแชสซียอดเยี่ยมจนเงิน 41 ล้านบาทดูไม่แพงเลยถ้าคุณมีปัญญาที่จะจ่าย


เครื่องยนต์ทรงพลังคือเสน่ห์ของความตื่นเต้นเร้าใจ 849 Testarossa เป็นรถยนต์ที่น่าทึ่งและให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จาก SF90 Stradale การขับทดสอบสั้นๆในสนามแข่งรถปทุมธานีสปีดเวย์ แทบจะหาข้อติในเรื่องการปรับแต่งแพลตฟอร์มและระบบส่งกำลังที่ซับซ้อนนี้ไม่ได้ Ferrari สร้างรถที่มีการขับน่าตื่นตาตื่นใจ สมรรถนะเร้าใจ เข้าถึงได้ง่าย นั่นคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เมื่อมองถึงราคาแล้ว เครื่องยนต์ กลับดูขาดเอกลักษณ์และความตื่นเต้นเร้าใจในอดีตไปพอสมควร ซึ่งเป็นจุดสำคัญอย่างหนึ่งของ Ferrari ในหลายๆ ด้าน นานมาแล้วที่รถเบาจะให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ ขัดแย้งกับความเป็นรถพลังงานผสมที่เจ้าของ Ferrari ยังต้องช่างใจในการควักเงิน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ซับซ้อนอย่าง 849 กลับให้ความรู้สึกเฉียบคมและเชื่อมต่อความรู้สึกได้ดีไม่แพ้ไฮเปอร์คาร์แบรนด์คู่แข่ง มันเร็วมากจนเกิดข้อได้เปรียบด้านอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก จริงๆแล้ว แรงม้าต่อน้ำหนักของ 849 Testarossa ดูเหมือนจะไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า มันมีเครื่องยนต์ที่นุ่มนวลแต่ดุดัน ควบคุมง่าย พร้อมพลังงานในรูปของแรงบิดขั้นยิ่งยวด นั้นคือจุดแข็งของรถ





การเลี้ยวเข้าโค้งอย่างดุดันเพื่อทำให้เกิดการสไลด์มากขึ้น เพลาหน้าจึงจะเริ่มต้านทานเจตนาของคนขับและดึงรถให้ตรงที่ตรงทาง ผสมผสานระหว่างความเสถียรสูงสุดและการปรับแต่งที่ละเอียดอ่อนของ 849 Testarossa นั้นน่าประทับใจมาก มันเบากว่า Lambo ที่ใช้เครื่องยนต์ V12 Ferrari อ้างว่า 849 มีน้ำหนักแห้ง แค่ 1,570 กก. เมื่อรวมอุปกรณ์เสริมที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งเบากว่า Revuelto ประมาณ 200 กก.ระบบเกียร์นั้นยอดเยี่ยม ฉลาดและรับรู้การปรับอัตราทดให้ถูกต้องได้อย่างดีเยี่ยม การเปลี่ยนเกียร์ดุดัน แต่ให้ความรู้สึกว่าเกียร์ปรับแต่งมาดี ไม่ใช่การตั้งโปรแกรมไว้เพื่อดึงอารมณ์ของคนขับ เกียร์คลัตช์คู่ช่วยเสริมความรู้สึกว่า Testarossa มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ตลอดเวลา เป็นชุดส่งกำลังที่ให้ความรู้สึกพร้อมและตื่นตัวอยู่เสมอ มีสมรรถนะที่สม่ำเสมอมากด้วย



ระบบเบรกเซรามิกขนาดใหญ่รุ่นใหม่ (ด้านหน้า 410 มม. ด้านหลัง 372 มม.) ช่วยให้สามารถวิ่งในสนามได้เป็นเวลานานโดยไม่แสดงอาการล้าแม้จะทำความเร็วสูงบนทางตรงอย่างต่อเนื่องในรอบลูกค้าขับ ซึ่งก็รู้ๆกันดีว่าโหดกว่าสื่อขับหลายเท่า ความรู้สึกที่แป้นเบรกยอดเยี่ย ตอบสนองทันทีเหมือน Porsche 911 GT3 ระยะการเหยียบที่ยาวขึ้นเล็กน้อยนั้นดีสำหรับการเบรกด้วยเท้าซ้าย มีระบบช่วยเบรกมากมายจารนัยไม่ไหว มีปุ่ม Manettino สำหรับเลือกโหมดการขับขี่ที่ตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าสำหรับระบบควบคุมการยึดเกาะถนนและเสถียรภาพ ระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า โช้คอัพ สำหรับรถยนต์ที่มีระบบกันสะเทือน MagneRide มาตรฐาน การตอบสนองของคันเร่ง และเกียร์ รวมถึงปุ่ม eManettino อีกปุ่ม สำหรับควบคุมระบบขับเคลื่อน สามารถเลือกได้ระหว่าง eDrive, Hybrid, Performance และ Qualifying อยู่ที่ว่าคุณจะใช้โหมดอะไร กับสถานการณ์แบบไหน


โหมด Qualifying วิ่งได้ประมาณ 25 กิโลเมตร ก่อนที่แบตเตอรี่จะหมด ในทางปฏิบัตินั้น การตั้งค่าที่ชอบได้อย่างรวดเร็วและรู้สึกเป็นธรรมชาติใน 849 คือเรื่องที่ดีในยานยนต์ยุคใหม่แบบนี้ ปุ่ม Manettino จะสลับโหมดระหว่าง Wet, Sport, Race, CT Off และ ESC Off และมีความสามารถในการค่อยๆ ปลดปล่อยศักยภาพของ Testarossa ออกมาทีละน้อยในสนามแข่ง โหมด Race อาจจะจำกัดไปหน่อย แต่โหมด CT Off นั้นยอดเยี่ยม ช่วยให้คนขับได้สนุกกับการสไลด์เล็กๆ น้อยๆ ขณะออกจากโค้ง แต่ก็ยังช่วยควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันตรายหรือเสี่ยงเกินไป แทนที่จะทำให้รถหลุดออกจากจากแทรค โหมดต่างๆ กลับช่วยให้คุณเข้าถึงสมรรถนะที่มากกว่าที่กล้าจะทำได้ด้วยตัวเอง

ข้อดีอื่นๆ ได้แก่ เบาะนั่งน้ำหนักเบา ล้อ 5 ก้านก็เบา ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ ระบบแอโรไดนามิกที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมาก ยาง Michelin Cup 2R ระดับตุ๊กแกเรียกพี่ ในวันที่มีอากาศร้อนจัดแบบนี้ ยางจะโคตรเกาะ การตอบสนองของยางคือดีมาก เมื่อใช้ระบบ Multimatic ระบบนี้จะมาพร้อมสปริงไทเทเนียมที่เบาลง 35 เปอร์เซ็นต์ และลดการเอียงตัวลงอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ให้การตอบสนองทางสัมผัสที่ชัดเจนและน่าพึงพอใจ และการผสมผสานระหว่างความคล่องตัวและการควบคุม เน้นย้ำถึงคุณภาพการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ขยายการตอบสนองที่รวดเร็วของเกียร์ ภายในที่สวยงาม เรียบง่าย และมีความคิดสร้างสรรค์ ตำแหน่งเบาะคนขับ ไม่ได้นั่งต่ำหรือรู้สึกถูกโอบล้อมเท่ากับใน McLaren 750S หรือ Revuelto อาจเป็นเพราะโครงสร้างอะลูมิเนียมแทนที่จะเป็นโครงคาร์บอน แต่ก็ไม่มีอะไรให้ต้องติ


ในสนามแข่งที่การตอบสนองและสมรรถนะสูงสุดเป็นสิ่งสำคัญ 849 มีการขับที่น่าทึ่ง สมรรถนะของมันนั้นไร้ที่ติ เครื่องยนต์ของ Ferrari ให้ความรู้สึกของการเร่งมากกว่าแค่แรงดึงมหาศาล แน่นอนว่า การตอบสนองที่ฉับไวเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของรถ แต่เครื่องยนต์ F154FC กลับฟังดูหยาบกระด้างและไม่ไพเราะในรอบต่ำไปจนถึงรอบกลางๆ เครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จคู่ 3.0 ลิตรใน 296 GTB และ Speciale นั้นเร้าใจกว่ามากและให้ความรู้สึกตื่นเต้นแม้ในความเร็วต่ำ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ V12 ของ Testarossa โฉมแรกแล้ว แน่นอนว่าความคลาสสิกจะอยู่ที่เครื่องใหญ่ในอดีตมากกว่า แต่ถ้ามองในด้านของพลังงาน F154FC คือเครื่องยนต์ V8 Plug in Hybrid ในรถถนนที่แรงที่สุดเท่าที่แบรนด์ม้าลำพองเคยผลิต.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/