บังกลาเทศเปิดปฏิบัติการฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศ หลังพบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ท่ามกลางผู้ติดเชื้อพุ่งกว่า 7,500 ราย โดยยูนิเซฟจับมือรัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉินให้เด็กกว่า 1.2 ล้านคน หลังพบปัญหาขาดแคลนวัคซีน สะท้อนช่องว่างระบบวัคซีนที่สะสมมานาน

รัฐบาลบังกลาเทศประกาศเริ่มแคมเปญฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 เม.ย.) เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคหัดที่ทวีความรุนแรงจนคาดว่าคร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตที่สงสัยว่ามาจากโรคหัดแล้วกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อสะสมกว่า 7,500 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันผลตรวจแล้วกว่า 900 ราย ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ทั้งปีพบผู้ป่วยเพียง 125 รายเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุที่โรคหัดกลับมาระบาดหนักครั้งนี้เกิดจาก "ช่องโหว่" ในระบบสร้างภูมิคุ้มกัน โดยปกติบังกลาเทศจะมีการฉีดวัคซีนรอบพิเศษทุก 4 ปี แต่กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ตามมาด้วยสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี 2024 ที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีรายงานปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า ทำให้วัคซีนในคลังขาดแคลน ขณะที่ยูนิเซฟ แสดงความกังวลเมื่อพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อระลอกนี้เป็นทารกอายุต่ำกว่า 9 เดือน ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์รับวัคซีนตามโปรแกรมปกติ ทำให้เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด

ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ล่าสุด ทางการบังกลาเทศเปิดฉีดวัคซีนหัดและหัดเยอรมันในพื้นที่ย่อย 30 เขต ตั้งเป้าครอบคลุมเด็กกว่า 1.2 ล้านคน อายุ 6 เดือนถึง 5 ปี โดยเน้นกลุ่มที่พลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนด โดยเน้นหนักในพื้นที่แออัดอย่างกรุงธากา และค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในเมืองค็อกซ์บาซาร์ 

...

โรคหัดเป็นโรคทางเดินหายใจที่แพร่เชื้อได้ง่ายมากผ่านทางอากาศ อาการเบื้องต้น ได้แก่ ไข้สูง ไอ จาม ตาแดงและแฉะ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกย้ำว่า การจะหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ ประชากรในพื้นที่ต้องได้รับวัคซีนครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 95%

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้แนวโน้มผู้ป่วยหัดทั่วโลกลดลงในระยะยาว แต่ช่วงปี 2024-2025 กลับพบการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงหลังการระบาดของโควิด-19 และกระแสต่อต้านวัคซีนที่เพิ่มสูงขึ้นในบางประเทศ.


ที่มา BBC