การตัดสินใจยุติสายการผลิตรถคูเป้ C-Coupe และ E-Coupe ของแบรนด์ตราดาว เหตุผลหลักๆ ก็คือ ความนิยมที่ลดลงของรถสปอร์ตสองประตู ซึ่งถูกแทนที่ด้วยเอสยูวีมานานกว่า 20 ปีแล้ว รถอเนกประสงค์ท้ายเปิดมีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระจำนวนมาก (อย่างน้อยก็มากกว่ารถคูเป้) แทรกแซงยอดขายที่เคยไปได้ดีของรถคูเป้จนแทบจะไม่มีที่ยืน การตัดสินใจของ Mercedes-Benz ในการยุติบทบาทของ C-Class Coupe และ E-Class Coupe เพื่อรวมกันเป็น Mercedes-Benz CLE เพียงรุ่นเดียว เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้


...

แผนงานการปรับลดความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ (Streamlining the Portfolio) ที่ผ่านมา Mercedes-Benz มีโมเดลย่อยจำนวนมากจนทับซ้อนกันเอง การควบรวมโมเดล C และ E Coupe เข้าด้วยกัน เหลือเพียงแค่ CLE ช่วยลดความซับซ้อนในสายการผลิต และช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเพราะมีให้เลือกไม่มาก CLE ถูกวางตำแหน่งให้อยู่กึ่งกลางระหว่างความปราดเปรียวแบบ C-Class และความหรูหรากว้างขวางแบบ E-Class
การลดต้นทุนเพื่อมุ่งสู่ขุมพลังไฟฟ้า (EV Transition) Mercedes-Benz กำลังถ่ายโอนงบประมาณมหาศาลจากการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (EQ) การยุติโมเดลที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) อย่างรถ 2 ประตู แล้วแทนที่ด้วยโมเดลเดียว ช่วยประหยัดต้นทุนการวิจัย พัฒนา และการตลาดได้มหาศาล




...
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป (Shift in Market Demand) อันนี้ เป็นที่น่าเสียใจที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากให้ความสำคัญกับพื้นที่มากกว่าอารมณ์ความรู้สึกหลังพวงมาลัย ปัจจุบัน ตลาดโลกให้ความสนใจรถยนต์กลุ่ม SUV และ Crossover มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ยอดขายรถตัวถัง Coupe และ Convertible ทั่วโลกหดตัวลงอย่างรุนแรง Audi TT Lexus RC BMW Z4 Mercedes-Benz SLC Porsche 718 Cayman/Boxster ต่างก็พบกับจุดจบที่น่าเศร้า การคงไว้ทั้งสองโมเดลจึงไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ (Economies of Scale)
การจัดตำแหน่งทางการตลาดใหม่ (Strategic Positioning) CLE ถูกออกแบบมาเพื่อเอาชนะทั้งสองด้าน โดยใช้พื้นฐานงานวิศวกรรมที่ทันสมัย มิติตัวถัง CLE มีความยาวตัวถังมากกว่า E-Class Coupe รุ่นเดิมเล็กน้อย ทำให้ได้ภาพลักษณ์ที่ภูมิฐาน ในส่วนของฐานล้อ ใช้ระยะฐานล้อที่ช่วยให้การขับขี่คล่องตัวแบบ C-Class แต่มีพื้นที่ภายในใกล้เคียงกับ E-Class เทคโนโลยีใหม่ที่มีมาให้ Mercedes-Benz ใส่เทคโนโลยีภายในห้องโดยสารและระบบความปลอดภัยล่าสุดจาก New E-Class มาให้ เพื่อดึงดูดลูกค้าที่ต้องการความหรูหราระดับ High-end นั่นคือที่มาของโมเดลใหม่อย่าง Tne All New CLE Coupe

...



...




Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé (ประกอบไทย) ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยอยู่ที่ 5,250,000 บาท
รูปลักษณ์ภายนอกของ Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ ผสมผสานระหว่างความหรูหราของ E-Class Coupe และความสปอร์ตปราดเปรียวของ C-Class Coupe โดยมีการเพิ่มมัดกล้ามแบบฉบับ AMG เข้าไปเพื่อให้ตัวถังส่วนท้ายดูดุดันมากกว่า C-Coupe ในอดีต แนวคิดการออกแบบ (Design Concept) คือ Athletic Elegance หรือความสง่างามที่มีพละกำลัง โดยเน้นการสร้างตัวถังแบบ Wide Body เอกลักษณ์ที่แยก CLE 53 ออกจาก CLE 300 รุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน เริ่มจากส่วนหน้า Shark Nose ส่วนหน้าของรถถูกออกแบบให้ยื่นออกมาเล็กน้อยคล้ายจมูกฉลาม เพิ่มความดุดันและลู่ลม A-Shape Design การเน้นเส้นสายรูปตัว A ตั้งแต่กระจังหน้าไปจนถึงช่องดักอากาศด้านล่าง เพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วงทางสายตาที่ต่ำลง AMG-Specific Radiator Grille กระจังหน้าแนวตั้ง 12 ซี่ (Panamericana Grille) เอกลักษณ์ของ AMG พร้อมตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ Digital Light ไฟหน้าอัจฉริยะความละเอียดสูง พร้อมฟังก์ชัน Adaptive Highbeam Assist Plus และการฉายสัญลักษณ์บนพื้นถนน










จุดเปลี่ยนสำคัญ ซุ้มล้อหน้าถูกขยายออก 58 มม. ซุ้มล้อหลังขยายออกถึง 75 มม. รองรับฐานล้อที่กว้างขึ้นและการยึดเกาะถนน ของเก่าที่เอามาทำใหม่ คือ Power Domes บนฝากระโปรงหน้ามีเส้นนูน 2 เส้น (Twin Power Domes) เพื่อสื่อถึงพละกำลังของเครื่องยนต์ M256M ที่อยู่ด้านใน บั้นท้ายคือจุดที่มีความสมดุลที่ขัดแย้งกับความไม่สมมาตร ไฟท้าย LED แบบสองตอนเชื่อมต่อกันด้วยแถบสีแดงเข้ม (Dark Red) เสริมด้วยสปอยเลอร์หลังขนาดเล็ก (Lip Spoiler) และปลายท่อไอเสียทรงกลมคู่ 2 ฝั่ง (Quad Exhaust Pipes) มิติตัวถัง (Dimensions) ความยาว 4,851 มม.กว้าง (ไม่รวมกระจกข้าง) 1,935 มม. (+58 มม. จากรุ่นปกติ) สูง 1,428 มม. ความยาวฐานล้อ 2,865 มม. ความกว้างช่วงล้อหน้า (Front Track) 1,661 มม. ความกว้างช่วงล้อหลัง (Rear Track) 1,657 มม. พื้นที่เก็บสัมภาระท้าย 420 ลิตร




น้ำหนักตัวรถ Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ ถือว่าค่อนข้างมีน้ำหนักบานเบอะพอสมควร เนื่องจากอุปกรณ์ของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ตัวถังที่ขยายกว้างขึ้น และเทคโนโลยีไฮบริด Mild Hybrid 48V ที่เพิ่มเข้ามา น้ำหนักตัวรถโดยประมาณ (น้ำหนักรถเปล่าพร้อมของเหลว) ประมาณ 2,000 - 2,080 กิโลกรัม น้ำหนักบรรทุกสูงสุด ประมาณ 2,500 กิโลกรัม ดูไปแล้วมันหนักพอๆกับ CLS 53 ที่ใหญ่กว่า แล้วทำไม CLE 53 ถึงมีน้ำหนักแตะระดับ 2 ตัน? เมื่อลองสังเกตรายละเอียดทางวิศวกรรม มีปัจจัยหลักๆ 3 ส่วน ที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นปกติ เริ่มจากน้ำหนักของระบบขับเคลื่อนและเครื่องยนต์ แน่นอนว่า เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง M256M มีขนาดใหญ่กว่าเครื่อง 4 สูบในรุ่นมาตรฐาน ระบบเทอร์โบและคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า รวมถึงชุดเกียร์และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC+ ที่มีกลไกซับซ้อน ระบบไฮบริด 48V แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและมอเตอร์ไฟฟ้า ISG (Integrated Starter Generator) แม้จะเป็นระบบ Mild-hybrid ขนาดเล็ก แต่ก็มีน้ำหนักเพิ่มเข้ามาในระบบส่งกำลัง ในส่วนของโครงสร้าง Wide Body และระบบช่วยเลี้ยว
การขยายฐานล้อให้กว้างขึ้น (หน้า +58 มม. / หลัง +75 มม.) การเสริมความแข็งแรงของแชสซี พร้อมระบบ Active Rear-axle Steering (ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง) ส่งผลต่อน้ำหนักโดยรวม ตัวเลขการกระจายน้ำหนัก (Weight Distribution) แม้รถจะมีน้ำหนักตัวที่มาก แต่ AMG ได้ออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุล เพื่อรักษาบุคลิกการขับขี่ที่คล่องตัว แนวคิด Low Center of Gravity การวางตำแหน่งเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ Suspension Compensation ระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL เซตมาเพื่อจัดการกับน้ำหนัก 2 ตันโดยเฉพาะ ทำให้เวลาเข้าโค้งแรงๆ รถยังคงนิ่งและไม่มีอาการโยนตัวมากเกินไป น้ำหนักที่มากระดับนี้จะช่วยให้รถมีความ "นิ่ง" และ "มั่นคง" (High-speed Stability) เมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงบนมอเตอร์เวย์



จุดเด่นด้านอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) Air Curtains & Air Outlets: มีช่องดักอากาศบริเวณกันชนหน้าและช่องระบายอากาศหลังซุ้มล้อหน้า เพื่อลดแรงดันอากาศในซุ้มล้อและช่วยระบายความร้อนระบบเบรก AMG Night Package (Optional) มาพร้อมกับการตกแต่งชิ้นส่วนภายนอกด้วยสีดำเงา (High-gloss Black) เช่น กระจกมองข้าง, คิ้วขอบกระจก และปลายท่อไอเสีย เพื่อลุคที่ดุดันยิ่งขึ้น ด้วยมิติตัวถังที่กว้างขึ้นอย่างมาก ทำให้ CLE 53 มีบุคลิกที่ดู "เต็ม" และน่าเกรงขามกว่ารุ่นปกติเมื่อจอดเทียบกัน

เครื่องยนต์ M256M ใน Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ คือการนำเครื่องยนต์แถวเรียง 6 สูบ (Inline-6) ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ มาปรับแต่งสมรรถนะใหม่ให้สูงขึ้น โดยมีหัวใจหลักอยู่ที่การผสานระบบอัดอากาศแบบคู่และระบบไฟฟ้า 48V เข้าด้วยกัน ระบบอัดอากาศแบบสองขั้นตอน (Dual Forced Induction) เครื่องยนต์ M256M ไม่ได้พึ่งพาแค่เทอร์โบชาร์จเจอร์เพียงอย่างเดียว แต่ใช้การทำงานร่วมกันของ Exhaust Gas Turbocharger เทอร์โบชาร์จเจอร์แบบปกติที่ใช้แรงดันไอเสียในการปั่นใบพัด เพื่อสร้างพละกำลังในรอบกลางถึงรอบสูง ผสานกับ Electric Auxiliary Compressor (eCB) คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่ สามารถสร้างแรงดันบูสต์ได้เกือบตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอรอบไอเสีย ระบบนี้จะทำงานในช่วงออกตัวหรือรอบต่ำ เพื่อกำจัดอาการเทอร์โบแล็ก (Turbo Lag) ทำให้การตอบสนองของคันเร่งฉับไวเหมือนเครื่องยนต์ N/A ขนาดใหญ่








ระบบไฮบริดจ์ ISG (Integrated Starter Generator) เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร M256M ใช้ระบบ Mild-hybrid 48V เจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ในชุดเกียร์ 9 G Tronic ฟังก์ชัน Boost มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเพิ่มพละกำลังได้ชั่วขณะ (ประมาณ 23 แรงม้า และแรงบิด 205 นิวตันเมตร) ส่วนในด้านความประหยัด หรือ Efficiency เจ้า ISG ยังช่วยในการสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ติดขึ้นอย่างโคตรจะนุ่มนวล รอบเครื่องค่อยๆเพิ่มขึ้นจากการทำงานของ Integrated Starter Generator แบบใหม่ ทำให้ ระบบ Auto Start-Stop มีประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็ว ฟังก์ชัน Sailing (ดับเครื่องยนต์ขณะไหลตัว) เพื่อประหยัดน้ำมัน รวมถึงเมื่อยกคันเร่งหรือเบรก ระบบจัดการพลังงานจะ Recuperation ปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ในขณะชะลอความเร็ว

การออกแบบห้องเผาไหม้และเทคโนโลยีลดแรงเสียดทาน NANOSLIDE® ผนังกระบอกสูบถูกเคลือบด้วยสารหล่อลื่นพิเศษที่ลดแรงเสียดทานและเพิ่มความทนทาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในเครื่องยนต์ Formula 1 CAMTRONIC ระบบควบคุมวาล์วแปรผัน ทำหน้าที่ปรับระยะยกของวาล์วไอดีให้เหมาะสมกับสภาวะของโหลด ทั้งในโหมดเน้นความประหยัดและโหมด Performance

เครื่องยนต์แถวเรียง 6 สูบ 4 วาว์ลต่อสูบ - 24 Valves เทอร์โบไฟฟ้า และระบบ Mild Hybrid 48V ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 2,999 cc กำลังสูงสุด 449 แรงม้า (330 kW) แรงบิดสูงสุด 560 Nm (Overboost ถึง 600 Nm) ระบบขับเคลื่อ AMG Performance 4MATIC+ การทำงานของ M256M ใน CLE 53 เน้นไปที่การส่งกำลังแบบต่อเนื่อง (Linear) ตั้งแต่รอบต่ำไปจนถึงเรดไลน์ โดยที่มีความนุ่มนวลของเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงเป็นพื้นฐาน ท่อระบาย ปรับเสียงให้คล้ายกับซุ่มเสียงของเครื่องยนต์ V8 ใน Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ ถือเป็นเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงที่ล้ำสมัยที่สุดบล็อกหนึ่งของ AMG ในยุคปัจจุบัน เป็นการนำพื้นฐานเครื่องยนต์ตระกูล M256 มาปรับจูนใหม่ (Evolution) เพื่อให้ได้จิตวิญญาณ แบบ AMG ระบบอัดอากาศ การกำจัด Turbo Lag ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการทำงานประสานกัน 3 ส่วน คือ Electric Auxiliary Compressor (eCB) คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ สามารถสร้างแรงดันบูสต์ได้สูงขึ้นและทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้น ช่วยให้แรงบิดมาทันทีที่เท้าแตะคันเร่งในรอบต่ำ New Exhaust Gas Turbocharger เทอร์โบไอเสียขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นปกติ ช่วยรีดพละกำลังในรอบสูงได้ต่อเนื่อง โดยไม่แผ่วปลาย Optimized Combustion มีการปรับปรุงทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ เพื่อให้การไหลเวียนของอากาศ (Airflow) มีประสิทธิภาพสูงสุด


ศักยภาพด้านตัวเลขและสมรรถนะ M256M ถูกปรับจูนมาให้มีพละกำลังที่โดดเด่นมากสำหรับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร Overboost Function ในสถานการณ์ที่ต้องการเร่งแซง เครื่องยนต์สามารถรีดแรงบิดเพิ่มจาก 560 Nm ไปแตะระดับ 600 ได้นานถึง 12 วินาที ISG Gen 2 วางมอเตอร์ไฟฟ้าที่ขั้นกลางระหว่างเครื่องและเกียร์ 9 G ช่วยเติมกำลังเพิ่มอีก 23 hp และแรงบิดมาอีก 205 Nm ในช่วงสั้นๆ ทำให้การออกตัวจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 4.2 วินาที ส่วนการขับใช้งานในเมืองบนความอเนกประสงค์ของการขับขี่ (Dual Character) ศักยภาพของ M256M ไม่ได้มีแค่ความแรง แต่คือการปรับเปลี่ยนบุคลิกได้ตามโหมดขับขี่ เช่น Comfort Mode ระบบ Mild Hybrid 48V จะช่วยให้การเดินคันเร่งนุ่มนวล เครื่องยนต์เดินเรียบ และเงียบกริบตามสไตล์รถ Coupe สายหรู โหมด Sport / Sport+ ให้การตอบสนองที่คมชัดและทรงพลัง การทำงานของคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าจะดุดันขึ้น เสียงท่อไอเสีย AMG Exhaust System จะเปิดวาล์วออกทั้งหมดจนสุด เพื่อสร้างเสียงคำรามของเครื่องยนต์ 6 สูบที่เร้าใจคล้ายเครื่อง V8 แรงขนาดนี้แต่ไม่ต้องกลัวเรื่องสกปรก เพราะประสิทธิภาพและตัวเลขการลดมลพิษ แม้จะเป็นรถสมรรถนะสูง แต่ M256M ยังคำนึงถึงมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวด Friction Reduction การใช้สารเคลือบ NANOSLIDE® บนผนังกระบอกสูบช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากแรงเสียดทาน ระบบ 48V Architecture ช่วยรับภาระของอุปกรณ์พ่วงต่างๆ (เช่น ปั๊มน้ำ, คอมเพรสเซอร์แอร์) ทำให้เครื่องยนต์ไม่ต้องใช้สายพานหน้าเครื่อง ช่วยลดภาระและประหยัดน้ำมันในขณะที่ขับขี่แบบทั่วไป


เทอร์โบไฟฟ้า หรือ Electric Auxiliary Compressor (eZV) ในเครื่องยนต์ M256M ของ Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ เป็นนวัตกรรมที่เข้ามาแก้จุดอ่อนคลาสสิกของเครื่องยนต์เทอร์โบ นั่นคืออาการ Turbo Lag (อาการรอรอบ) แม้จะไม่มีลายเซนต์ของช่างแบบ one man one Engine แต่ M256 ออกแบบให้เครื่องมีศักยภาพที่ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร ที่มาพร้อมลายเซนต์ช่าง เกิดเป็นกรณีขิงก็ราข่าก็แรง เอาเป็นว่า ถ้ารถคุณมีคำว่า AMG นำหน้า มันก็คือ AMG ละครับ ถึงแม้จะใช้เครื่อง 2.0 L V6 หรือแถวเรียง 6 สูบ แค่ไม่มีลายเซนต์ช่าง จะอะไรกันนักหนา
เครื่องยนต์ M256M ของ Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ มีหลักการทำงานที่น่าสนใจดังนี้
โครงสร้างและการขับเคลื่อน ต่างจากเทอร์โบชาร์จเจอร์ทั่วไปที่ใช้ไอเสีย มาปั่นใบพัด เทอร์โบไฟฟ้าตัวนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ขนาดเล็กจิ๋ว เชื่อมต่อกับระบบไฟ 48V (Mild-Hybrid) ในการหมุนใบพัดโดยตรง ทำให้เทอร์โบไฟฟ้าตัวนี้ สามารถปั่นทำรอบได้สูงถึง 70,000 รอบต่อนาที ภายในเวลาเพียง 0.3 วินาที เท่านั้น
ลำดับการทำงาน (Sequential Charging) ใน AMG CLE 53 จะทำงานร่วมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์หลักขนาดใหญ่ (Large Exhaust Gas Turbocharger) โดยแบ่งจังหวะดังนี้
จังหวะออกตัว (Low RPM) เมื่อกดคันเร่ง แต่ไอเสียยังมีแรงไม่พอจะปั่นเทอร์โบหลัก เทอร์โบไฟฟ้าจะทำงานทันที เพื่ออัดอากาศเข้าห้องเผาไหม้ล่วงหน้า ทำให้รถพุ่งตัวออกไปได้เหมือนเครื่องยนต์ที่มีความจุเยอะๆ (Natural Aspirated) โดยไม่มีอาการรอรอบ
จังหวะส่งต่อ (Transition) เมื่อรอบเครื่องยนต์สูงขึ้นและมีไอเสียมากพอ เทอร์โบหลักจะเริ่มทำงานเต็มที่ จากนั้นเทอร์โบไฟฟ้าจะค่อยๆ ลดบทบาทลงและหยุดทำงานเพื่อประหยัดพลังงาน
จังหวะเร่งแซง หากมีการคิกดาวน์อย่างฉับพลันทันที แบบที่สื่อบางคนชอบทำโดยไม่บอกเพื่อนที่นั่งมาด้วย เทอร์โบไฟฟ้าจะกลับมาช่วย Boost แรงดันอากาศเสริมทันที เพื่อให้การตอบสนองของเครื่องยนต์รวดเร็วที่สุด
ประโยชน์ที่ได้รับใน AMG CLE 53 แรงบิดมาไว (Instant Torque) ให้แรงบิดสูงสุดที่กว้างขึ้น โดยแรงบิดเริ่มมาตั้งแต่รอบต่ำมาก (ประมาณ 2,200 รอบต่อนาที) การส่งกำลังมีความต่อเนื่อง (Linear) รู้สึกเหมือนขับรถเครื่องยนต์ V8 ที่มีการตอบสนองคมๆ ไม่รู้สึกถึงจังหวะ "กระชาก" เมื่อเทอร์โบทำงาน
Efficiency ช่วยให้วิศวกรสามารถเลือกใช้เทอร์โบหลักที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (เพื่อแรงม้าสูงสุดที่สูงถึง 449 แรงม้า) โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาการรอรอบในช่วงความเร็วต่ำ




การปรับเซตช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL ใน Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ ถูกออกแบบโดยทีมวิศวกรจาก Affalterbach เพื่อให้รถมีบุคลิกแบบ Dual Character ขับสบายแบบรถหรูในเมือง แต่วิ่งได้อย่างเฉียบคมในสนามแข่ง ระบบ Adaptive Adjustable Damping หัวใจของ AMG RIDE CONTROL คือโช้คอัพแบบไฟฟ้าที่สามารถปรับระดับความหนืดได้แบบ Real-time ตามสภาวะการขับขี่ Separate Valves ในแต่ละโช้คอัพจะมีวาล์วแยกกัน 2 ตัว สำหรับควบคุมจังหวะยืด (Rebound) และจังหวะยุบ (Compression) ทำให้การซับแรงกระแทกมีความละเอียดสูงมาก ส่วน Continuous Monitoring เซนเซอร์ ทำหน้าที่ตรวจจับความเร็ว, องศาพวงมาลัย, และแรงเหวี่ยง เพื่อปรับความแข็งของโช้คอัพให้เหมาะสมกับสภาพถนนในเสี้ยววินาที โหมดการขับขี่ 3 ระดับ สามารถเลือกปรับช่วงล่างได้ผ่านระบบ AMG DYNAMIC SELECT หรือปุ่มทางลัดบนพวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel ฤ(
โหมด Comfort เน้นความนุ่มนวล ซับแรงกระแทกจากถนนที่ไม่เรียบได้ดี เหมาะสำหรับการขับขี่ทางไกลหรือใช้งานในชีวิตประจำวัน
โหมด Sport เพิ่มความตึง ลดอาการโยนตัวของตัวถัง (Body Roll) เหมาะสำหรับการขับบนทางโค้งหรือใช้ความเร็วสูงขึ้น
โหมด Sport+ เซตช่วงล่างให้แข็งที่สุดเพื่อให้มีการตอบสนองที่ฉับไวที่สุด (Maximum Agility) และรักษาหน้ายางให้สัมผัสพื้นถนนได้ดีที่สุดในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

การทำงานร่วมกับ Active Rear-Axle Steering ช่วงล่างของ CLE 53 จะทำงานสอดประสานกับระบบเลี้ยวล้อหลังเป็นมาตรฐาน ความเร็วต่ำ (ไม่เกิน 100 กม./ชม.): ล้อหลังจะเลี้ยวในทิศทางตรงกันข้ามกับล้อหน้า (สูงสุด 2.5 องศา) ช่วยให้รถมีความคล่องตัวสูงเหมือนรถฐานล้อสั้น เมื่อความเร็วสูง (เกิน 100 กม./ชม.) ล้อหลังจะเลี้ยวไปทิศทางเดียวกับล้อหน้า (สูงสุด 0.7 องศา) ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการเข้าโค้งและการเปลี่ยนเลน ส่วนแพ็กเกจเสริม AMG DYNAMIC PLUS เมื่อติดตั้งแพ็กเกจนี้ จะมีสิ่งที่เหนือกว่าช่วงล่างปกติคือ Active Engine Mounts ยางรองแท่นเครื่องแบบปรับความแข็งอ่อนได้ตามโหมดการขับขี่ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนในโหมด Comfort และล็อกตัวเครื่องยนต์ให้แน่นขึ้นในโหมด Race เพื่อการส่งกำลังที่แม่นยำที่สุด RACE Drive Program เพิ่มโหมดการขับขี่ระดับสูงสุดที่ปรับจูนช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้พร้อมสำหรับการทำเวลาในสนามแข่ง (รวมถึง Drift Mode)
ช่วงล่างด้านหน้าใช้ระบบกันสะเทือนแบบ 4-Link อิสระ ด้านหลังใช้ระบบกันสะเทือนแบบ 5-Arm Multilink จุดเด่นก็คือ ความกว้างแทร็กล้อ CLE 53 มีการขยายซุ้มล้อให้กว้างขึ้นกว่ารุ่นปกติ (หน้า +58 มม. / หลัง +75 มม.) เพื่อรองรับช่วงล่างที่กว้างขึ้น ช่วยให้การยึดเกาะถนน

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG Performance 4MATIC+ ใน Mercedes-AMG CLE 53 คือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Variable (แปรผันอัจฉริยะ) ซึ่งแตกต่างจากระบบ 4MATIC รุ่นมาตรฐานในรถทั่วไปอย่างสิ้นเชิง การส่งกำลังแบบ แปรผัน 100% (Fully Variable Torque Distribution) ในระบบ 4MATIC ปกติ การแบ่งกำลังมักจะถูกฟิกซ์ไว้ (เช่น หน้า 45% หลัง 55%) แต่สำหรับเครื่องหมาย "+" (Plus) ใน AMG CLE53 คือ ระบบจะใช้ Electromechanically Controlled Clutch (คลัตช์ไฟฟ้า) ในการเชื่อมต่อเพลาขับหน้าเข้ากับเพลาขับหลัง สามารถส่งกำลังไปยังล้อหลังได้ตั้งแต่ 0% จนถึง 100% (เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังเพียวๆ 100% ได้) ในสภาวะปกติ ระบบจะเน้นส่งกำลังไปที่ล้อหลังเพื่อฟีลลิ่งการขับขี่ที่สปอร์ต แต่เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบอาการลื่นไถล ระบบจะส่งกำลังไปยังล้อหน้าในเสี้ยววินาทีเพื่อช่วยดึงรถให้กลับมานิ่ง การทำงานสอดประสานกับ AMG DYNAMICS คอมพิวเตอร์จะประมวลผลข้อมูลจากความเร็วล้อ, องศาพวงมาลัย, แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Lateral Acceleration) และตำแหน่งคันเร่ง เพื่อตัดสินใจว่าจะกระจายแรงบิดอย่างไรให้รถเกิดความสมดุลสูงสุด


เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ระบบจะส่งกำลังไปล้อหลังมากกว่าปกติ เพื่อให้หน้ารถจิกเข้าโค้งได้คมขึ้น (Turn-in) ขณะออกโค้ง 4MATIC + จะค่อยๆ เติมกำลังไปล้อหน้า เพื่อช่วยฉุดตัวรถออกจากโค้งด้วยความมั่นใจและป้องกันอาการท้ายปัด (Oversteer) ที่เกินความจำเป็น โหมด Drift Mode (มีให้เฉพาะแพ็กเกจ AMG DYNAMIC PLUS) คือไฮไลท์ของระบบ 4MATIC+ เมื่อเปิดใช้งาน Drift Mode ระบบจะทำการปลดการเชื่อมต่อ ของเพลาขับหน้าโดยสมบูรณ์ (Decouple) คือตัดการส่งกำลังไปยังเพลาขับหน้า ทำให้ AMG CLE 53 กลายเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง 100% ร่วมกับการทำงานที่ลดลงหรือไม่เข้ามาแทรกแซงของระบบ ESP ที่ยอมให้ท้ายปัดได้มากขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถคุมอาการดริฟต์ได้เหมือนกับรถแข่งในสนาม สำหรับความเหนือชั้นของระบบไฟฟ้า (Electromechanical Control) การใช้คลัตช์ไฟฟ้าช่วยให้การตอบสนองเร็วกว่าระบบไฮดรอลิกเดิมมาก ทำให้ผู้ขับขี่แทบไม่รู้สึกถึงจังหวะการสลับระหว่างขับสองและขับสี่ พลังจะถูกเทไปยังล้อที่มีแรงยึดเกาะ (Grip) ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ




Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ สเปกมาตรฐาน มาพร้อมกับล้อและยางที่มีขนาด "หน้าแคบ-หลังกว้าง" (Staggered Setup) ล้อ AMG ลายโหด หน้า-หลัง 20 นิ้ว เพื่อรองรับแรงบิดมหาศาลและการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบเน้นล้อหลัง รายละเอียดขนาดล้อและยางมาตรฐาน ขนาดล้อและยาง (Standard Setup)มาพร้อมกับล้อ AMG Light-alloy wheels ขนาด 20 นิ้วที่ด้านหน้าและหลัง ล้อหน้า ขนาดล้อ 9.5J x 20 ET28 ขนาดยางหน้า 265/35 ZR20 ล้อหลัง ขนาดล้อ 10.5J x 21 ET53 ขนาดยางหลัง 295/30 ZR20 จุดเด่นของเซตล้อและยางใน CLE 53 เริ่มจากควบอวบบวมของโป่งแบบ Wide Track Design เนื่องจาก CLE 53 มีการขยายซุ้มล้อ (Wide Body) ให้กว้างกว่า CLE รุ่นปกติ (หน้ากว้างขึ้น 58 มม. และหลัง 75 มม.) ทำให้สามารถใส่ล้อที่มีหน้ากว้างและยางซีรีส์ต่ำระดับนี้ได้ เพื่อการยึดเกาะถนน (Mechanical Grip) ที่ดีเยี่ยม สำหรับยี่ห้อยาง หรือ Tire Brand ยางจากโรงงาน ติดตั้งยางกลุ่ม Ultra High Performance (UHP) เช่น Michelin Pilot Sport 5S หรือ Pirelli P Zero ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับความเร็วสูงสุดที่ถูกจำกัดไว้ที่ 250 - 270 กม./ชม. Aerodynamic Wheels ล้อ AMG หลายลายถูกออกแบบมาให้มีขอบ Aero-rim เพื่อช่วยลดแรงต้านอากาศและช่วยระบายความร้อนให้กับระบบเบรก AMG Performance ขนาดใหญ่ (จานหน้า 370 มม. / หลัง 360 มม.) ล้อ 20 นิ้ว AMG A236 C236 rims ลายยอดนิยมที่เป็นล้อฟอร์จ (Forged Wheels) มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงสูง ช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง (Unsprung Weight) ทำให้ช่วงล่างตอบสนองได้คมขึ้น แต่ยางมีซีรีส์ที่ค่อนข้างบางมา หน้า 35 หลัง 30 ทำให้ต้องใช้ความระวังมากกว่าปกติ การขับบนถนนที่มีหลุมบ่อในกรุงเทพฯ หรือเส้นทางต่างจังหวัดในช่วงเทศกาล ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันล้อดุ้งหรือยางบวม

Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ เฉดสีและรายละเอียดของชุดเบรก กลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ช่วยเน้นมัดกล้ามของตัวถัง Wide Body ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เฉดสีตัวถัง (Paint Finishes) ที่เป็นไฮไลท์ สีของ AMG ยุคใหม่จะเน้นเทคโนโลยีการพ่นสีที่ให้มิติเชิงลึกและสะท้อนเส้นสายตัวถังได้คมชัด Spectral Blue Magno (สีน้ำเงินด้าน) เป็นสี Signature ของตระกูล AMG ยุคใหม่ ให้ลุคที่ดูดุดัน เคร่งขรึม และเน้นเส้นสาย Power Dome บนฝากระโปรงหน้าได้ชัดเจนที่สุด Manufactur Patagonia Red Metallic (สีแดงสว่าง) สีแดงเมทัลลิกที่มีความลึกของชั้นสีสูงมาก เมื่อโดนแสงแดดจะเปลี่ยนเฉดไปตามมุมมอง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความโดดเด่นสไตล์สปอร์ตคูเป้ Graphite Grey Magno (สีเทาด้าน) สีเทาเข้มโทนด้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนรถแข่งในสนาม (Track Ready) และดูแลรักษาง่ายกว่าสีเงาในบางแง่มุม Opalite White Bright สีขาวมุกที่ให้ความหรูหรา ตัดกับชุดแต่งสีดำเงาของ AMG Night Package ได้อย่างลงตัว






ชุดเบรก AMG Performance (Brake System) สามารถสังเกตความแตกต่างของระบบเบรกใน CLE 53 ได้ง่ายๆ จากภายนอก จากสเปกจานเบรกด้านหน้า จานเบรกแบบมีรูระบายความร้อน (Perforated) และครีบระบายความร้อนภายใน ขนาด 370 x 36 มม. ด้านหลัง จานเบรกขนาด 360 x 26 มม. คาลิปเปอร์เบรก (Caliper Options) สีของคาลิปเปอร์ไม่ได้บอกแค่ความสวยงาม แต่บอกถึงแพ็กเกจที่ติดตั้งมากับรถ คาลิปเปอร์ สีเงิน Silver Calipers เป็นสเปกมาตรฐาน มาพร้อมตัวอักษร "AMG" สีดำ ส่วน AMG CLE 53 4MATIC + ที่ขายในไทย ใช้คาลิปเปอร์สีแดง Red Calipers มาพร้อมกับ AMG DYNAMIC PLUS Package ตัวคาลิปเปอร์เป็นแบบ 4-piston (4 พอต) ที่ด้านหน้า พร้อมตัวอักษร "AMG" สีดำ สีแดง สื่อถึงสมรรถนะสูงสุด โหมดการขับขี่ที่ดุดันอย่าง Race Mode หรือ Drift Mode
นอกจากสีตัวถัง ล้อและสีของคาลิปเปอร์เบรกแล้ว หากรถคันนั้นติดตั้ง AMG Night Package หรือ Night Package II จะเห็นความต่างที่ชัดเจนขึ้น คือ Night Package I กระจกมองข้าง, คิ้วขอบกระจก, และลิ้นหน้าจะเป็นสีดำเงา (High-gloss Black) Night Package II เพิ่มการตกแต่งกระจังหน้า (Vertical Struts) และตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกด้านหลังรวมถึงตัวอักษรชื่อรุ่นให้เป็นสี Black Chrome ทั้งหมด
















ห้องโดยสารของ Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ Performance Luxury นำความหรูหราจากดีไซน์ของ C-Class และ E-Class ใหม่ มาเติมความดุดันตามสไตล์ AMG เบาะนั่งและพื้นที่โดยสาร (Seating & Space) เบาะหน้า ทรงสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง ARTICO / MICROCUT (หรือหนัง Nappa เป็นออปชันเสริม) เดินด้ายสีแดงพร้อมสายเข็มขัดนิรภัยสีแดง ตัวเบาะถูกออกแบบให้มีปีกข้าง (Bolsters) ที่โอบกระชับตัวผู้ขับขี่ในขณะเข้าโค้งแรงๆ พื้นที่เบาะหลัง เนื่องจากเป็นรถคูเป้ 2 ประตู พื้นที่ด้านหลังจะเหมาะสำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่รูปร่างสันทัดสำหรับการเดินทางระยะสั้น แต่มีระบบ EASY-ENTRY ที่เบาะหน้าจะเลื่อนไฟฟ้าไปข้างหน้าอัตโนมัติเพื่อให้ขึ้น-ลงได้สะดวกขึ้น ระบบอินโฟเทนเมนท์และหน้าจอ (MBUX Gen 3) ระบบประมวลผลเป็นเวอร์ชันล่าสุดที่ทำงานได้รวดเร็วและรองรับกราฟิก AMG เฉพาะตัว เริ่มจากหน้าจอเรือนไมล์ (Instrument Cluster) ขนาด 12.3 นิ้ว แบบลอยตัว สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ 3 สไตล์ (Classic, Sport, Supersport) โดยเฉพาะโหมด Supersport วางวัดรอบไว้ตรงกลางพร้อมข้อมูลการขับขี่แบบ Real-time หน้าจอกลาง (Central Display): ขนาด 11.9 นิ้ว ทรงแนวตั้ง (Portrait) เอียงเข้าหาผู้ขับขี่ 6 องศา เพื่อความสะดวกในการใช้งาน รองรับ Wireless Apple CarPlay / Android Auto และมีเมนู AMG TRACK PACE สำหรับบันทึกข้อมูลการขับขี่ในสนาม







พวงมาลัยและชุดแป้นเหยียบ (The Command Center) พวงมาลัย AMG Performance ดีไซน์ฐานตัด (Flat-bottom) หุ้มด้วยหนัง Nappa หรือหนัง Microcut (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ) ก้านพวงมาลัยคู่ และปุ่ม AMG Drive Unit วงกลม 2 ปุ่มที่ด้านล่างสำหรับปรับโหมดขับขี่และวาล์วท่อไอเสียโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย แป้นเบรกและคันเร่ง ทำจากวัสดุ Stainless Steel แบบปัดเงา พร้อมปุ่มยางกันลื่น (Rubber Studs) ให้ความรู้สึกสปอร์ตและมั่นใจในการเหยียบ







คอนโซลและแผงประตู (Console & Door Panels) แผงคอนโซลหน้า ตกแต่งด้วยวัสดุลาย Carbon Fiber หรือ Metal Weave ตัดกับวัสดุบุนุ่มและหนังชั้นดี แผงประตู มีการเล่นระดับของเส้นสายที่สอดรับกับคอนโซลหน้า พร้อมไฟ Ambient Light 64 เฉดสีที่ฝังอยู่ตามขอบประตูและช่องวางแขน กรวยลำโพงมาพร้อมระบบเสียง Burmester® 3D Surround Sound โดยมีลำโพงฝังอยู่ที่พนักพิงศีรษะของเบาะหน้าด้วย เพื่อมิติเสียงที่โอบล้อม
ระบบปรับอากาศ (Climate Control) THERMOTRONIC: ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกโซน มาพร้อมช่องแอร์ทรงกลมดีไซน์คล้ายเครื่องยนต์เจ็ท 5 ช่อง (หน้า 3 หลัง 2) ที่มีไฟ LED เปลี่ยนสีตามการปรับอุณหภูมิ (แดงเมื่อร้อน / ฟ้าเมื่อเย็น) Air Quality Package: มีระบบฟอกอากาศและเครื่องกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในตัว




ระบบเสียง Burmester® 3D Surround Sound System ใน Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ ไม่ได้มีดีแค่ความคมชัด แต่เป็นการออกแบบระบบวิศวกรรมเสียงที่ทำงานสอดประสานกับโครงสร้างห้องโดยสารคูเป้โดยเฉพาะ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบโรงละครเคลื่อนที่ จากการจัดวางลำโพง 17 ตัว รอบๆห้องโดยสาร หัวใจของระบบนี้ คือ การกระจายตำแหน่งเสียงให้ครอบคลุมทุกทิศทาง FrontBass® Technology ลำโพงวูฟเฟอร์ไม่ได้อยู่ที่แผงประตูเหมือนรถทั่วไป แต่ถูกติดตั้งไว้ที่ โครงสร้างตัวถังบริเวณที่วางเท้าด้านหน้า ใช้ช่องว่างในโครงสร้างรถเป็นตู้ลำโพงธรรมชาติ ช่วยให้เสียงเบสแน่น ลึก และเกิดอาการสั่นสะท้านที่แผงประตูจากการแดมปิ้งอย่างแน่นหนา Height Speakers ลำโพงติดตั้งอยู่ที่เพดานรถและตำแหน่งระดับสูง เพื่อสร้างมิติเสียงในแนวตั้ง (Vertical Dimension) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า 3D สำหรับ Headrest Speakers จุดเด่นของ CLE 53 คือการฝังลำโพงไว้ที่ พนักพิงศีรษะของเบาะคู่หน้า (ออปชันเสริม) เพื่อสร้างมิติเสียงที่โอบล้อมหูผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยตรง (Personalized Soundstage)



ส่วนขุมพลังและการประมวลผล (Amplification & DSP) ใช้ Digital Amplifier แอมพลิฟายเออร์ประสิทธิภาพสูง ให้กำลังขับรวม 710 วัตต์ Multi-Channel Architecture ระบบแยกการขับสัญญาณเสียงออกเป็นแต่ละแชนเนลอย่างอิสระ เพื่อความคมชัดของเสียงในทุกย่านความถี่ Vocal Optimization อัลกอริทึมที่ช่วยขับเน้นเสียงร้องให้ลอยเด่นออกมาจากเครื่องดนตรี เหมือนนักร้องมายืนร้องอยู่บนคอนโซลหน้า หรือที่เซียนเครื่องเสียงมักเรียกว่า นักร้องหลุดตู้ ระบบ Dolby Atmos® ระบบ MBUX Gen 3 ใน CLE 53 รองรับเทคโนโลยี Dolby Atmos ซึ่งเป็นการปฏิวัติการฟังเพลงในรถแบบใหม่ล่าสุด แทนที่จะแยกเสียงแค่ซ้าย-ขวา (Stereo) ระบบนี้จะมองเสียงเป็นวัตถุ (Object-based Audio) ที่สามารถเคลื่อนที่ไปมาในห้องโดยสารได้ เทคโนโลยี Dolby Atmos ใน AMG CLE 53 ให้รายละเอียดเสียงที่แยกชิ้นดนตรีได้ชัดเจนมาก แม้จะเป็นไฟล์เพลงสตรีมมิ่งคุณภาพสูง (เช่น Apple Music หรือ Tidal)
การปรับแต่งตามสไตล์ผู้ขับขี่ (Sound Personalization) สามารถปรับจูนเสียงผ่านหน้าจอกลาง MBUX ได้อย่างละเอียด Sound Profiles เลือกได้ระหว่างโหมด Pure (เสียงใสเป็นธรรมชาติ) หรือ 3D Surround (เน้นความโอบล้อม) VIP Setting สามารถเลือกจุด Focus ของเสียงให้เน้นไปที่คนขับ, ผู้โดยสารข้างๆ หรือกระจายทั่วรถ Noise Compensation (VNC) ระบบจะปรับระดับเสียงและอีควอไลเซอร์อัตโนมัติ ตามความเร็วของรถและเสียงรบกวนจากภายนอก เพื่อให้คุณภาพการฟังคงที่ตลอดการเดินทาง ที่เจ๋งมากก็คือ การสร้าง Engine Sound จำลองแบบไม่รบกวนภายนอก ในโหมด Sport+ ระบบเสียง Burmester® 3D Surround Sound System ทำงานร่วมกับระบบส่งเสียงเครื่องยนต์จำลอง (AMG Real Performance Sound) เพื่อช่วยขับเน้นเสียงคำรามของเครื่องยนต์ M256M ให้กระหึ่มเข้ามาในห้องโดยสารอย่างเป็นธรรมชาติ




การเอาตรา AMG มาติด บ่งบอกถึงพละกำลัง Mercedes-AMG CLE 53 ตามทฤษฎีแล้วควรจะเป็นรถที่อยู่ตรงกลางระหว่างรุ่น 63 และ 43 ต้องให้ความรู้สึกสปอร์ต แต่ไม่ดุดันเท่า C 63 เป็นรถหรูสำหรับใช้งานทั่วไปที่เน้นความหล่อและพลังการทำความเร็ว แต่ตัวมันหนักกว่า CLE 300 ทำให้การขับในเมือง เครื่องสี่สูบ 2.0 ลิตร ของ CLE 300 ดูจะคล่องแคล่วมากกว่าเครื่องหกสูบ 3.0 ลิตร ของ AMG CLE 53 ซึ่งมาพร้อมกับของหนักๆอย่าง Mild Hybrid 48V เมื่อมองอย่างตั้งใจ แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็บอกสายตาและสมองของคุณแล้วว่า นี่คือ CLE 53 ใหม่ที่เข้ามาแทน E53 กับ CLS53 มันนำเอาพื้นฐานของ CLE Coupe รถสองประตูสุดหรูที่ Mercedes ทำออกมาได้ดี มาเพิ่มความดุดัน ขยับฐานล้อให้กว้างขึ้น (ด้านหน้าเพิ่มขึ้น 58 มม. ด้านหลัง 75 มม.) ยางหลังขนาด 295 ในล้อ 21 ทำให้ซุ้มล้อดูใหญ่ราวกับรถแข่ง ท่าทางโดยรวมของ CLE 53 แทบจะไม่ต่างจาก C63 AMG Coupe รุ่นเก่า นี่คือรถที่ดูเร้าใจ โดยเฉพาะตัวถังสีดำ




ใน C63 Coupe รุ่นเก่าที่ผมเคยขับแค่แวบเดียวแค่สองรอบในสนามช้างซึ่งเป็นการขับยังไม่ถึง 10 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูง เจ้า C-Coupe เวอร์ชันทรงพลังสุดนั้น มีเครื่องยนต์ V8 ขนาดใหญ่ที่ดุดัน แต่ CLE 53 ผู้พี่ที่กำลังถูกปลดระวาง พยายามรักษาธรรมเนียมของรถรหัส 53 ด้วยการใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง เป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อ C63 รุ่นใหม่ใช้เครื่องยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด 4 สูบที่น่าทึ่งอยู่แล้ว เมื่อเปิดฝากระโปรงหน้าอันแข็งแกร่งของ AMG CLE 53 แล้วพบกับเครื่องยนต์เทอร์โบ 3.0 ลิตร มาพร้อมกับชิ้นส่วนที่แข็งแรงขึ้นและซอฟต์แวร์ใหม่ ให้กำลังสูงสุด 443 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 560-600 นิวตันเมตร เมื่อโอเวอร์บูสต์ทำงาน นั่นคือแรงบิดมโหฬารในรถสปอร์ตคันเล็กที่หนักพอๆกับกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อ! ดูแล้วย้อนแย้งพิกลอยู่เหมือนกัน




Mild Hybrid 48V มีมอเตอร์ไฟฟ้า 22 แรงม้า/204 นิวตันเมตร ช่วยให้การสตาร์ท/หยุดรถ ราบรื่นโคตรเนียนแบบไม่รู้สึกว่าเครื่องยนต์ติดหรือดับถ้าไม่กดคันเร่ง ISG ในระบบยังลดอาการเทอร์โบแล็ก ช่วยให้เทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดใหญ่โฟกัสไปที่ประสิทธิภาพในช่วงรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น ล้อทั้งสี่ขับเคลื่อนผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด แต่ต่างจาก 53 เก่า ตรงที่ CLE 53 4Matic + รุ่นนี้มีโหมดดริฟท์แบบขับเคลื่อนล้อหลัง นั่นเป็นออปชั่นเสริมราคาแพงที่นักขับส่วนใหญ่ให้ความสนใจ




Mercedes-AMG ระบุว่า อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ที่ 4.2 วินาที อัตราเร่งจะลดลงเหลือ 4.0 วินาที หาก ใช้ฟังก์ชั่นควบคุมการออกตัวแบบ Race Start จากแพ็คเกจ Pro Performance Package (ต้องจ่ายเพิ่ม) ซึ่งยังเพิ่มความเร็วสูงสุดที่จำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์จาก 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็น 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โหมด Race ในแป้นหมุน ซึ่งคุณจะพบโหมดดริฟท์ที่ได้รับการยกย่องจากนักแข่งหรือแม้แต่ไร้ประโยชน์จากมุมมองของคุณภรรยา การควบคุมโมเมนตัมของรถนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย น้ำหนักตัวรถ 2,000 กิโลกรัม ต้องใช้ดิสก์เบรกแบบระบายอากาศ (ด้านหน้า 370 มม. ด้านหลัง 360 มม.) รวมถึงยางมิชลินสูตรพิเศษ ระบบช่วงล่างแบบปรับได้ AMG Ride Control และชุดอุปกรณ์ AMG Dynamics ที่ช่วยควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อ (อีกหนึ่งนวัตกรรมของ CLE 53) และระบบควบคุมเสถียรภาพ ผ่านระดับความยากต่างๆ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญที่ผมยังคงห่างไกล เอาเป็นว่า ขับไปเรื่อยๆก่อนดีกว่าเพราะรถที่ส่งมาให้ให้ทดสอบนั้นวิ่งไปแค่ 104 กิโลเมตรเท่านั้นเอง



ขับมาจนถึงอำเภอปราณบุรี แถวๆ ปากน้ำปราณ ไปจนถึงทิศเหนือของอุทยานสามร้อยยอด ผ่านไป 285 กิโลเมตรกับรถ AMG ที่ยังไม่พ้นรันอิน CLE 53 ทำหน้าที่ครอบคลุมหลายด้าน ระหว่างความสะดวกสบายของรถสปอร์ตสูงวัยที่ขับโคตรสบายและความคล่องตัวจากพลังของเครื่องยนต์ M256M เป็นรถที่มีความสามารถหลากหลาย วิ่งเรื่อยๆ ก็สงบและเงียบใช้ได้ เครื่องยนต์เงียบมากเมื่ออยู่ในโหมด Comfort อุปกรณ์ที่หรูหราพร้อมการควบคุมที่ละเอียดอ่อน มันจึงเป็นยานพาหนะเท่ๆ ที่เหมาะสมกับคนสูงวัยซึ่งใจยังคงชอบรถคูเป้เพราะมันเท่เอาเรื่อง CLE 53 เป็นรถคูเป้ขนาดค่อนข้างไปทางใหญ่ ยกเว้นเพียงข้อเสียของมันก็คือ ราคาที่เกินเอื้อม (5,250,000 บาท) สำหรับบุคคลทั่วไปนั่นเอง




โหมด Sport และ Sport+ ให้การตอบสนองที่เฉียบคมและมั่นคงกว่า แต่ก็รับประทานน้ำมันระดับ 6-7 กิโล-ลิตรเลยทีเดียว ระบบกันสะเทือนแบบปรับได้ทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะมีความตึงเครียดอยู่บ้างเมื่อเจอกับผิวถนนที่ไม่เรียบบนยางแก้มเตี้ย Series-30 ที่ล้อหลัง บนถนนที่ขรุขระทำให้ต้องระวังมากเป็นพิเศษ ล้อขนาด 20 นิ้ว แน่นอนว่ามันดูดีสำหรับการเติมเต็มโป่งซุ้มล้อให้โหดขึ้นไปอีก ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบแปรผัน 4Matic + มีแรงส่งไปที่ล้อหลังชัดเจน มากพอที่จะทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้โหมด Drift Mode เพราะต้องปิดระบบควบคุมเสถียรภาพทั้งหมดก่อนจึงจะเปิดใช้งานโหมดนี้ได้ มีคำถามโง่ๆว่า ทำไมไม่ปล่อยให้ CLE53 ขับเคลื่อนล้อหลังเต็มรูปแบบไปเลย แล้วมีระบบความปลอดภัยที่พอประมาณล่ะ? เป็นเพราะ CLE 53 ต้องต่อสู้กับ BMW M440i XDrive การขับเคลื่อนสี่ล้อทำให้รถควบคุมได้ง่าย คนขับรู้สึกสบายเมื่อใช้ความเร็วเหมาะสมบนเส้นทางคดเคี้ยว แน่นอนว่า CLE 53 มีบุคลิกที่โดดเด่นกว่า Mercedes-AMG E53 Coupe รุ่นก่อน ด้วยการยึดเกาะถนน เร่งความเร็วได้ตามสั่งและให้อารมณ์รถแข่งมากกว่า




เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง AMG มีเสน่ห์เฉพาะตัว M256M ใน AMG CLE 53 ส่งเสียงคำรามราวกับเครื่อง V8 เมื่อรอบเครื่องถูกเร่งให้สูงขึ้น แต่ไม่สามารถเร่งรอบเครื่องมากจนเกินไป เพราะกำลังสูงสุดหมดลงที่ 6,100 รอบต่อนาที และรอบเครื่องสูงสุดก็มาถึงอย่างรวดเร็ว มันจะดึงจนหน้าหงาย แรงบิด 600 นิวตันเมตรที่โผล่ออกมาแวบเดียวนั้นดึงหนักเอาเรื่องเลยทีเดียว เครื่องยนต์ M256M ทำงานร่วมกับเกียร์ 9G Tronic ที่ปรับแต่งอัตราทดมาอย่างดี ถ้าอยู่ในโหมดแมนนวล อาจจะเร่งเครื่องจนถึงขีดจำกัดอย่างไม่ระมัดระวัง ก่อนที่จะถูกเตือนด้วยการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น เพราะพยายามจะเร่งเครื่องยนต์มากเกินไป ในบางช่วงเวลา ความดุดันขั้นสุดยอดของ 53 เห็นได้ชัดว่าไม่มีถนนที่โล่งพอให้ปลดปล่อยพลังงานทั้งหมดออกมา CLE 53 คันนี้ ไม่ดุดันเท่ากับ BMW M440i แต่ก็มีพลังมากพอที่จะเกาะติดรถ M Performance Coupe ด้วยความสามารถที่หลากหลายและสไตล์ที่คล้ายกัน อยู่ที่ความชอบว่าจะเดินไปหยิบกุญแจคันไหน อย่าลืมว่ายังมี Audi RS5 Coupe ที่แพงกว่าอีกคันซึ่งขับได้ดีมากๆ
เมื่อขับมาทั้งวัน ความพึงพอใจใน 53 รุ่นล่าสุดนั้นมีความลึกซึ้งมากกว่ารถสปอร์ตทั่วไป พวงมาลัยเบาและใช้งานง่าย ซึ่งขัดกับพวงมาลัยที่ดูใหญ่และสปอร์ต ระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อผสานรวมอย่างลงตัว ช่วยลดน้ำหนักของรถลงเล็กน้อยในขณะเข้าโค้ง โดยไม่ทำให้คุณเสียการทรงตัวอย่างรุนแรงที่จุดสูงสุดของโค้ง ปุ่มหมุนปรับโหมดการขับขี่ต่างๆ กลายเป็นเอกลักษณ์ของ AMG และมีบทบาทสำคัญในการเลือกโหมดการขับขี่ที่หลากหลายได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณไม่ต้องจ้องมองหน้าจอสัมผัสขนาด 11.9 นิ้วที่อาจทำให้เสียสมาธิ ฟังก์ชันหลักๆ นั้นใช้งานง่าย รวมถึงการปิดใช้งานระบบความปลอดภัยต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และบรรยากาศภายในโดยรวมก็ยอดเยี่ยม ทุกอย่างให้ความรู้สึกและกลิ่นอายความหรูหราสมกับราคา 5.3 ล้านบาท




ราคานี้รวมล้อขนาด 20 นิ้ว ไฟหน้าดิจิทัลแบบปรับได้ หลังคาพาโนรามา กล้องมองรอบทิศทาง 360 องศา และฟังก์ชัน Augmented Reality สำหรับการนำทางด้วยระบบดาวเทียม อย่างไรก็ตาม ฟังก์ชันนี้ใช้งานได้เฉพาะเมื่อใช้ระบบนำทางของรถเท่านั้น แทนที่จะเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay หรือ Android Auto เพื่อใช้แอปพลิเคชันที่ฉลาดกว่า ออปชัน Premium Plus มาพร้อมชุดแต่งภายนอกสีดำ การตกแต่งภายในด้วยคาร์บอนและหนังกลับเทียม ระบบปรับอากาศพร้อมกลิ่นหอม เบาะนวด (พร้อมระบบที่ผสานสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด) ระบบเสียง Burmester คุณภาพสูง และจอแสดงผล Head-up Display ส่วนชุดแต่ง ‘PPP’ สุดสปอร์ตเป็นออปชั่นเสริม และการเพิ่มเงินทำให้รถคันนี้มีราคาสูงถึง 6 ล้านได้ หากต้องการเบาะหนัง Nappa และสี Magno (หรือสีด้าน) ราคา 5,250,000 บาท ถูกกว่า C63 hybrid อยู่พอสมควร และให้ประสบการณ์การขับขี่ที่น่าหงุดหงิดน้อยกว่า เนื่องจาก CLE 53 มีน้ำหนักเบากว่า และระบบส่งกำลังที่ซับซ้อนน้อยกว่า พิจารณาถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ CLE 53 และความพยายามเพิ่มเติมในทุกด้านของการขับเคลื่อนที่ AMG ทุ่มเทให้กับระบบส่งกำลังและแชสซี แต่ถ้าลองคุยกับวิศวกร AMG หรือฝั่งพัฒนาผลิตภันฑ์ คำตอบที่ได้คือ CLE เป็นรถที่เข้ามาทดแทนรถที่จากไปอย่าง E Class Coupe และ C-Class Coupe ได้อย่างครบถ้วน CLE 53 คันนี้ มีหลายอย่างที่แสดงออกถึงความเป็นจักรกล AMG เพียงแต่ว่ามันนุ่มนวลกว่าและใช้งานได้สะดวกกว่าเท่านั้นเอง.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/