ปลัดมหาดไทย แจ้งกรม รัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าฯ 76 จังหวัดทั่วประเทศ พิจารณาข้าราชการ WFH โดยไม่กระทบงานบริการประชาชน ควบคู่มาตรการประหยัดพลังงาน รับมือผลกระทบด้านพลังงาน


วันที่ 12 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก กระทรวงมหาดไทยจึงได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนราชการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เรื่องมาตรการด้านพลังงาน เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง 

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐและสร้างต้นแบบการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในภาวะวิกฤต กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้แต่ละส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ จังหวัด ได้มีการพิจารณาการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) ตามความเหมาะสม ตามมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง ตามนัยมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 โดยต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน

ในส่วนกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของข้าราชการ ให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ยกเว้นมีภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการศึกษาดูงานหรือใช้ระบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Video Conference) แทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและงบประมาณแผ่นดินในภาวะวิกฤต

นอกจากนี้ ให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามแนวทางประหยัดพลังงานในที่ทำงาน โดยตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส ไม่เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อป้องกันความชื้นและความร้อนจากภายนอก ตรวจสอบการปิดเครื่องปรับอากาศหลังเลิกงาน ปิดไฟส่องสว่างช่วงพักเที่ยง หรือที่ไม่ได้มีการใช้งานตลอดเวลา และช่วงหลังเลิกงาน และควรตั้งเวลาคอมพิวเตอร์ให้เข้าโหมดสแตนด์บาย (Stand-by Mode) เมื่อไม่มีการใช้งาน ลดการใช้เอกสารในสำนักงาน โดยให้ใช้เอกสาร อิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เพื่อลดกระดาษ และรณรงค์ให้มีการเดินขึ้น-ลงบันได แทนการใช้ลิฟต์

...

“ผมได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการทุกระดับในจังหวัดอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการสร้างการรับรู้ ปรับใช้มาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และส่งเสริมค่านิยมการประหยัดพลังงานแก่เจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน เพื่อให้มาตรการดังกล่าวเกิดประสิทธิผลสูงสุด สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน”