“เอกภพ” พาผัวเมีย ผู้เสียหายถูก 8 ตร. รีดทอง 2 บาท ยื่นขอคุ้มครองพยาน เจ้าตัวผวารถปริศนาป่วนหน้าบ้าน จนต้องหนีไปนอนที่อื่น ยันไม่ขอไกล่เกลี่ย อยากได้ทองคืน พร้อมเดินหน้าดำเนินคดี
จากกรณี ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี สั่งเด้ง 8 ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัด ระดับสารวัตรยันชั้นประทวน เข้ากรุ ศปก. พร้อมตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หลังสองผัวเมียผู้เสียหายโร่แจ้งความถูกกลุ่มตำรวจถือหมายศาลบุกค้นบ้าน ยัดข้อหาปล่อยเงินกู้อุ้มตัวไปรีดเงิน 2 แสนบาท ถูกตบทรัพย์สร้อยทองหนัก 2 บาทไปแทนก่อนปล่อยตัว ลั่นหากพบผิดจริงลงดาบเชือดทั้งวินัยและอาญา ยอมรับเป็นกลุ่มตำรวจจริง ใช้รถตำรวจจริง และเข้าค้นจริง แต่รายละเอียดเหตุการณ์ต้องรอผลสอบสวน ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายไม่ปกป้องคนผิด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้า วันที่ 31 มี.ค. ที่ กระทรวงยุติธรรม นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้พา น.ส.ยุวดี (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี และนายสมชัย (สงวนนามสกุล) 43 ปี สองสามีภรรยาผู้เสียหาย เดินทางเข้ายื่นคำร้องขอรับการคุ้มครองพยานจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พร้อมเปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนั้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นตำรวจ 8 นาย และอีก 1 พลเรือน เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยการตรวจค้นบ้านผู้เสียหาย ก่อนพาไปยังกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี และข่มขู่เรียกทรัพย์สิน 200,000 บาท แต่สุดท้ายตำรวจได้ทองไป 2 บาทแทน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้เสียหายได้เดินทางไปร้องยังศูนย์ดำรงธรรมฯ แต่ทางศูนย์ดำรงธรรมไม่ได้มีการรับเรื่องไว้ ผู้เสียหายจึงตัดสินใจมาร้องทุกข์ยังสายไหมต้องรอด จากนั้นตนจึงได้พาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนที่ร่วมกันก่อเหตุ
จากนั้นเมื่อวันที่ 30 มี.ค. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.จว.ปทุมธานี ประสานให้ตนพาผู้เสียหายไปชี้ภาพถ่ายของบุคคลจำนวนทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งทราบว่าภายในวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นาย จะต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.ธัญบุรี ส่วนพลเรือน 1 ราย ศาลได้ออกหมายจับเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผู้เสียหายค่อนข้างมีความกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลังแจ้งความไปแล้ว กลับพบว่าบริเวณที่พักได้มีรถทะเบียนแปลก ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ และรถกระบะ มาคอยจอดซุ่มอยู่แถวบ้าน จึงห่วงเรื่องความไม่ปลอดภัย จนต้องหนี ไปนอนที่บ้านพักยังจังหวัดนครนายก หรือถ้ามีความจำเป็นต้องนอนที่บ้านเกิดเหตุจริง ๆ ทางผู้เสียหายจะรีบเข้าบ้านและรีบปิดไฟ วันนี้จึงมาขอให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ช่วยดำเนินการคุ้มครองพยานแก่ผู้เสียหายด้วย
...

น.ส.ยุวดี อายุ 29 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีข่าวออกไป ตนเริ่มมีความสบายใจขึ้น โดยเฉพาะการที่ได้ชี้ภาพถ่ายบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 นาย และพลเรือน 1 ราย ซึ่งเราจำหน้าพวกเขาได้ทั้งหมด แม้ในตอนแรกทางตำรวจจะยังไม่มีภาพในส่วนของพลเรือนดังกล่าว แต่เราจำได้ว่ามันมี 9 ราย ซึ่งพนักงานสอบสวนตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนปากคำอีกรอบ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็เจอพลเรือนรายดังกล่าวที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับตำรวจทั้ง 8 นายจริง ส่วนทองที่เสียไปก็ยังไม่ได้คืน และยังไม่ได้มีทางตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาเจรจาไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด มีเพียงก่อนหน้านี้มีตำรวจได้โทรศัพท์มาบอกว่าอยากเข้ามาคุยด้วยที่บ้าน ซึ่งเราก็กลัวว่าจะเข้ามาคุยเรื่องใด เพราะเราก็ได้ให้ทุกอย่างไปหมดแล้ว
ตอนนี้ห่วงเรื่องความปลอดภัย หลังจากที่ตนได้แจ้งความดำเนินคดี มีรถมอเตอร์ไซค์และรถกระบะแปลกทะเบียน มาวิ่งวนอยู่แถวบริเวณบ้าน ทั้งยังมาจอดติดเครื่องใกล้ๆ ซึ่งตนก็กังวลเพราะในบ้านมีแค่ตน สามี และลูก เจอแบบนี้ มันทำให้ตนเครียด กลัว เพราะเราได้มีการไปเอาเรื่องตำรวจ จึงไม่รู้ว่าใครเป็นพวกใครบ้าง เราเป็นแค่คนธรรมดา ยอมรับว่าตอนนี้ไม่กล้าเข้าบ้านเลย บางครั้งต้องไปนอนต่างจังหวัด บางครั้งก็ต้องแอบนอนภายในรถ ทั้งนี้ จุดประสงค์ตอนนี้คือตนอยากได้ทอง 2 บาทคืนมา และเดินหน้าดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ขอเจรจาไกล่เกลี่ยใดทั้งสิ้น
สำหรับเรื่องข้อกฎหมาย นอกจากการแจ้งความตามประมวลกฎหมายอาญา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้แจ้งให้ทราบถึง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ได้มีการนำพาควบคุมตัวพวกตนไปนานเกินไป ซึ่งในระยะเวลา 8 ชม. ระหว่างนั้นได้มีการทำอะไรบ้าง เหตุใดจึงมีการควบคุมตัวตนในฐานะผู้เสียหายไว้นานขนาดนี้ อย่างไรก็ดี ตนจำได้ว่าในตอนที่พวกเขาเข้ามาตรวจค้นภายในบ้านพัก มีเพียงการยกโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงสถานที่ควบคุมตัว ก็ไม่ได้มีการบันทึกภาพและเสียงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ตนต้องขอขอบคุณรองจเรตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ที่ท่านอำนวยความสะดวกในเรื่องคดีเต็มที่ ไม่มีการช่วยเหลือกัน ทำให้ตนสบายใจขึ้นอย่างมาก แต่ตนยอมรับว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองที่ทำมาหากินจะโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจรีดทรัพย์ เราก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร หากถามว่ายังมีความเชื่อมั่นในองค์กรตำรวจหรือไม่ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ก็ถือว่าทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ค่อนข้างให้ความเป็นธรรมกับเรา ตอนแรกคิดว่าตำรวจจะช่วยกันเองหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็มีตำรวจที่ดีอยู่บ้าง
ด้านนายธีรยุทร แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก การขอคุ้มครองความปลอดภัยนั้น เบื้องต้นกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลความปลอดภัยกับตัวผู้มาร้อง พร้อมประสานกับชุดคุ้มครองความปลอดภัยกรมการปกครองเข้าไปดูแล ส่วนนี้ต้องดูในพฤติการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อถึงที่กระทรวงยุติธรรมแล้วขอให้มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ได้รับการดูแลอย่างแน่นอน และอีกส่วนหนึ่งจะต้องไปดูว่าการอุ้มตัวผู้เสียหายไปนั้น มีการกระทำเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายอุ้มหายฯ หรือไม่ ซึ่งหากเข้าข่ายก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ รวมถึงกฎหมายของการเยียวยานั้น ทางกรมฯ ก็จะดูแลต่อให้ แต่ก็ต้องมาพิจารณาตามข้อเท็จจริงอีกครั้ง
...