“มงคล สุระสัจจะ” พร้อมเดินตาม “สภาฯ” ชงวิปวุฒิสภา พรุ่งนี้ เลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน-อาหารระหว่างประชุม ย้ำพร้อมร่วมมือช่วยประหยัดงบประมาณ-ใช้ตามความจำเป็น ยังไม่ตอบหนุนลดผู้ช่วย สส.- บำนาญสส.-สว.หรือไม่
วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่วุฒิสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีผลหารือของตัวแทนพรรคการเมืองที่เสียงเอกฉันท์ให้เลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน สส. ตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไปว่า สว.พร้อมให้ความร่วมมือ ในภาวะที่ประเทศตกในภาวะวิกฤตพลังงาน สว.ได้คุยกันว่าพร้อมให้ความร่วมมือประหยัดงบประมาณของราชการให้มากที่สุด เช่น มีมติชัดเจนให้งดเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็น ขณะที่มาตรการประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าอาหาร ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือประหยัดงบ เรื่องอาหารกลางวันหรืออาหารระหว่างประชุมพร้อมจะจ่ายกันเอง โดยไม่เป็นปัญหาของสว. ทั้งนี้ตนจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ในวันที่ 1 เม.ย. เพื่อให้รับทราบร่วมกันว่า เมื่อสภาฯ มีมติออกมา สว.ต้องดำเนินการตามแบบอย่างเพื่อบ้านเมืองของเรา อย่างน้อยเพื่อประหยัดงบประมาณ และหากทำได้ถือเป็นสิ่งที่ดี
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีความชัดเจนถึงขั้นเลิกเลี้ยงอาหารสว. เลยหรือไม่ นายมงคล กล่าวว่า การจัดเลี้ยงเป็นเรื่องของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ทั้งนี้ต้องดูตามความจำเป็น อะไรที่ประหยัดได้จะประหยัด อะไรที่ไม่จำเป็นไม่ทำ
“สำนึกที่ต้องมีคือสำนึกคนไทยและวิกฤตของประเทศ หากประเทศตกในภาวะวิกฤตต้องร่วมมือประหยัด การใช้งบประมาณต้องทำตามความจำเป็น อะไรที่เสียสละได้ทุกคนต้องเสียสละ” นายมงคล กล่าว
เมื่อถามทบทวนสวัสดิการอื่นๆ เช่น ค่าสนับสนุนการเดินทาง ค่าเครื่องบิน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยหรือไม่ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า “แล้วแต่ความจำเป็น หากจำเป็นต้องคุยกันอีกที”
...
เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วยทำงานประจำตัว สว. นายมงคล กล่าวว่า ขอรอฟังทางสภาฯ หากมีอะไรต้องปรึกษาหารือกัน ส่วนที่มีข้อเสนอให้ศึกษาแนวทางโดยกมธ.กิจการสภา และวิปวุฒิสภานั้น ฝั่งวุฒิสภาพร้อมให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ดีในส่วนของวิปวุฒิสภา ได้ศึกษากันอยู่ โดยวางแนวทางทำให้ประหยัดงบประมาณให้มากที่สุด และการใช้งบประมาณทุกบาท ทุกสตางค์ต้องใช้ตามความจำเป็นเท่านั้น จะไม่ใช้เกินความจำเป็น
เมื่อถามถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้ยกเลิกทุนเลี้ยงชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา นายมงคล ฐานะกรรมการกองทุนเลี้ยงชีพผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา กล่าวว่า ต้องดูตามความจำเป็น ตนฐานะกรรมการกองทุนฯ ทราบว่ามีอดีตสมาชิกรัฐสภา ที่ช่วยตัวเองไม่ได้อยู่จำนวนหนึ่ง บางคนไม่มีรายได้ บางคนอยู่ในภาวะเจ็บป่วย ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่าใช้งบประมาณสูงมากแต่ละปี ตนมองว่ากรรมการกองทุนต้องหารือร่วมกัน โดยสรุปทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เหตุผลและความจำเป็นไม่มีการใช้เกินกว่าความจำเป็น